Sorajarot's profile"Espazs" The great.PhotosBlogListsMore Tools Help

"Espazs" The great.

........นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ...

คุณเข้ามาเป็นคนที่website trackingแล้วนะคร้าบ..บ

Photo 1 of 7
ใครมาเยี่ยมมาชมที่นี่ก็ฝากอะไรไว้ให้บ้างนะคร้าบ..บ ขอบคุณครับผม ^^
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
JuBu JuBuwrote:
แมร่งงงงงง
คนข่างล่างบ่นไรวะ บอกให้ด้วยว่าเด๋วจาโดนนนนนนน
June 12
Jai vInCentwrote:
เอฟเว้ย
มิงว่าspeceจะตายมั้ยนิ
คนแห่ไปเล่น Hi5 กันหมด แล้วมิงไปเล่นกับเค้าด้วยป่าววะ
กุไม่เล่นอะ เพราะแม่ห้าม 555+
เออ มิงก็ขยันเขียนเน่อไปเที่ยวที่ไหนยังไง
ยาวชิบ
เออๆๆ จบ.
May 13
 Gianna Nannini - Mundial Italia 1990 - Un'Estate Italiana
  Buon week-end
Feb. 9
สวัสดีค่ะ..แวะมาเม้นนะคะ
 
thank 4 the add.
 
nice 2 meet u..
 
tC. ^__________________^
Feb. 3
MINNY kawrote:
อิอิ.. วันนี้มา Happy Brithday เพื่อนว่ะ คือใจอ่ะมีเต็มเปี่ยมแต่ไม่มีตังว่ะ
ว่าจะส่งข้อความไปให้อ่ะนะ งั้นก็อ่านเอาในนี้ก่อนละกัน555+
มีฟามสุขมากๆ เน้อเค้กวันเกิดของขวัญผูกโบ
Jan. 24
1/8/2008

ประจงบคีรีขันธ์......(ที่นี่ไม่ได้มีแค่หัวหิน หรือ อ่าวมะนาว)

สวัสดีปีใหม่ครับ ปีใหม่นี้ได้ไปเที่ยวที่ไหนกันมามั่งครับ ผมเองเป็นคนนึงที่ได้มีโอกาสเที่ยวในวันหยุดยาวๆ และแน่นอนก็ต้องถ่ายรูปมาให้ทุกๆท่านได้ชมกันเช่นเคยครับผม ^^

หลายๆคนที่เคยไปเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ คงจะได้เคยไปที่หัวหิน อ่าวมะนาว เขาช่องกระจกกันมาบ้างแล้วสินะครับ แต่จริงๆแล้วประจวบคีรีขันธ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ยาวที่สุดและเป็นประตูสู่ภาคใต้นั้นมีที่เที่ยวอีกเยอะแยะเลยครับ


ผมตีตั๋วรถจากสายใต้ใหม่ 2 (เพราะสายใต้ใหม่อันเก่าเลิกใช้แล้วครับเลยเรียกสายใต้ใหม่ 2 555+) ตอนเย็นไปถึงที่ประจวบก็ราวเที่ยงคืนกว่าๆพอดีครับ คราวนี้โชคดีที่ได้พักฟรีเพราะเป็นจังหวัดบ้านแฟนผมเอง แหะๆ ประหยัดจริงๆทริปนี้หลังจากเก็บข้างเก็บของเรียบร้อยแล้วผมก็พักผ่อนนอนหลับอย่างลุ้นระทึกเมื่อนึกถึงสถานที่ที่จะไปในวันรุ่งขึ้นครับ


พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

ตื่นมาอย่างสดใสในยามเช้า ผมชอบอากาศของต่างจังหวัดจริงๆครับ มาแล้วไม่อยากกลับไปเผชิญกับควันพิษที่สีลมอีกเลย งานนนี้ผมมีเสบียงเป็นหมูเค็มกับข้าวเหนียวที่เตรียมไว้มากินด้วยครับ นั่งรถพ้นจากตัวจังหวัดไม่ถึงครึ่ง ชม. พอถึงบ้านกรูดปั๊บ ก็จะเจอป้ายบอกทางเข้าพระมหาธาตุอยู่ด้านหน้าแล้วครับ และที่นี่จะเป็นที่แรกที่จะสร้างความเป็นศิริมงคลและความประทับใจของผมในปีใหม่นี้ครับ

Image

Image

แค่ทางขึ้นวัดก็สวยแล้วครับ พอผมเห็นแล้วก็อดใจไม่ได้ที่จะหยุดถ่ายรูปก่อนระหว่างที่คนอื่นกำลังเดินขึ้่นมาเรื่อยๆ ผมทราบมาว่าที่นี่พึ่งจะเปิดมาไม่กี่ปี โดยสมเด็จพระเด็จรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จมาทำพิธีเปิดพระมหาธาตุแห่งนี้ด้วยพระองค์เองครับ

Image

พอขึ้นมาถึงด้านบนวัดก็พบว่าที่นี่ยังดูใหม่และสวยงามมากเลยจริงๆ สีทองสุกใสอร่ามน่าประทับใจเป็นยิ่งนัก ไม่เสียดายที่ลงทุนปีนขึ้นมาชมความงามที่นี่เลยครับ (ผมลืมบอกไปว่าก่อนถึงตัววัดจะมีทางลาดขึ้นไป ซึ่งหากมีผู้สูงอายุก็มีจุดพักระหว่างทางให้นั่งพีกก่อนด้วยนะครับ)

Image

หอระฆังด้านข้างของพระอุโบสถครับ ผมไม่ได้ปรับรูปให้ตรงนะครับต้องขอโทษทุกท่านด้วย เพราะหากผม Crop รูป มันจะเสียรอบๆซึ่งผมเสียดายครับ

Image

รอบๆช่องหน้าต่างทุกช่องจะมีพระพุทธรูปอยู่ครับ วัดนี้อยู่บนเขาที่ติดกับทะเล สีของท้องฟ้าจึงสดใสตัดกับสีขององค์พระ สวยดีครับ

Image

เดินไปรอบๆแล้วผมเลยมาเตรียมเข้าตัวพระอุโบสถครับ ถ่ายรูปนี้ไว้อีกรูปนึงให้เห็นความงามของพุทธสถานแห่งนี้ครับ

Image

Image

ที่วัดแห่งนี้ผมสังเกตได้อย่างนึง (เป็นการคาดเดาของผมนะครับถ้าผิดของอภัยด้วย) คือ เวลาที่ผมเดินไปรอบๆ จะมีที่ตั้งพระประธานอยู่ 4 มุม แต่ละมุมจะมีพระพุทธรูป 1 ปาง ครับ ผมวนไปครบแล้วก็เห็นว่าแต่และมุมมีปางไม่ซ้ำกันเลย ดังที่เป็นในรูปเป็น 2 ปาง จาก 2 มุมของอุโบสถแห่งนี้ครับ

Image

ประตูวัดยังสวยเลยครับคิดดู หุๆ

Image

ตรงนี้เป็นระเบียงด้านนอกครับซึ่งเราสามารถใช้วนไปยังฝั่งอื่นๆของอุโบสถได้ มองด้านล่างเห็นสวนมะพร้าวเต็มพรึ่บไปหมดเลยครับ เพราะฝั่งนั้นเป็นทับสะแก จังหวัดที่มีมะพร้าวทับสะแกผลไม้ชื่อดังอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดประจวบฯครับ

Image

Image

ด้านในก็มีพระพุทธรูปและกระจกสีประดับแสดงตำนานต่างๆในพุทธศาสนาครับ สวยได้ใจจริงๆ แต่นึกไปนึกมาผมมัวแต่ถ่ายรูปอย่างเดียว ไม่ได้กราบนมัสการองค์พระเลย เข้าไปด้านในไปกราบพระกับผมกันดีกว่าครับ

Image

Image

พระพุทธรูปองค์นี้สวยที่สุดเท่าที่ผมมองในทุกมุมครับ หลังจากกราบนมัสการท่านแล้วผมก็เตรียมไปนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของที่นี่ครับ

Image

Image

ว่ากันว่าที่นี่หากใครมาบนขอพรไว้แล้วแก้บนด้วยการจุดประทัดจะสมความปรารถนาครับ ผมถึงได้ยินเสียงประทัดตลอดเวลาที่เข้ามาถึงตัววัด แต่เวลบาที่เข้าไปในพระอุโบสถทำไมถึงไม่ได้ยินเลยก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ตรงนี้จะมีที่พักและจุดขายน้ำและของฝาก มาเจอเจ้าหมาน้อยตัวนี้เข้าพอดีกะลังหลับสบายบนลูกมะพร้าวเผาเลยครับ แต่สบายได้ไม่นานก็มีลูกค้ามาซื้อมาพร้าวไป มันก็เดินหน้ามุ่ยไปที่อื่นเลย 555+ น่ารักจัง ^^

หลังจากนมัสการท่านเสร็จแล้ว พวกผมก็เดินทางต่อไปยังหาดที่สวยงามอีกหาดนึงที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้จัก และเป็นหาดที่น้ำใส คลื่นน้อยอีกที่นึง ซึ่งหากพูดถึงความสวยงามนั้น ไมแพ้หัวหินหรืออ่าวมะนาวเลยครับ และที่สำคัญหากมาที่นี่ เราจะได้ครบทุกอารมณ์ของทะเลแน่นอนครับ ^^

ชายหาดบ่อทองหลาง

Image

มาถึงปั๊บผมแทบจะร้อง โอ๊ววว เลยครับ เพราะน้ำที่นี่ใสสุดๆจริงๆ !! ขนาดผมลงไปครึ่งตัวแล้วยังมองเห็นเท้าผมอยู่เลยครับ แถมปลาก็เยอะด้วย มีฝรั่งมาดำน้าตื้นกันหลายคน แถมที่นี่ยังมีบานานาโบ๊ทสำหรับคนที่ชอบอีกด้วยครับ

Image
ที่จอดรถมีที่เยอะแยะครับเลือกจอดกันตามสบาย

Image
คนมาเล่นน้ำไม่เยอะครับ สาเหตุนึงคงเพราะไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ที่นี่มีคนไม่มากนักครับ แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้หาดแห่งนี้ยังคงสะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างนี้ ถ้าเป็นหาดที่คนมากๆ คงจะสกปรกและเต็มไปด้วยขยะไปแล้วครับ

Image

Image
ใครก็ไม่รู้ครับผมแอบถ่ายมา ฮิๆ

เดินๆมาอีกมุมนึงสำหรับผู้ที่ชอบตกปลามุมนี้น่าจะเหมาะนะครับเพราะน้ำจะลึกกว่ามาก แต่..ถ้าตกไปตายแน่ครับเพราะคลื่นแรงสุดๆ ต่างกับตรงหาดที่มีคลื่นน้อยมาก คงเพราะมีเกาะกั้นตรงกลางเลยบังคลื่นไปได้เยอะแหละครับ

Image

Image

มีครอบครัวมาถ่ายรูปกันที่มุมนี้ด้วย จริงๆวิวตรงนี้สวยมากนะครับ เพราะมีฉากหลังเป็นโขดหินกับเกาะที่อยู่ไกลออกไป แต่เสี่ยงกะคลื่นลมนิดหน่อย

Image

Image

Image

ด้านล่างนี่จริงๆไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ ผมเห็นว่า Pattern มันสวยดีเลยถ่ายเก็บไว้ครับ

Image

ผมเดินถ่ายรูปไปร่วมร้อยรูป แฟนผมก็ยังเล่นนน้ำไม่เสร็จครับ เลยถ่ายมุมนี้เก็บไว้ สวยไปอีกแบบ ใครมาที่นี่จะถ่ายมุมนี้ก็ไม่สงวนลิขสิทธ์นะครับ ^^

Image

เล่นไปเล่นมาเย็นพอดีครับ ผมก็เริ่มจะหิวๆแล้ว ท้องก็เริ่มแสบด้วย ผมเป็นแผลในลำไส้อยู่ครับ เป็นๆหายๆ ไม่หายขาดซะทีเสาร์ที่ 5 ที่จะถึงนี้หมอก็นัดผมส่องกล้องตรวจแล้วครับ กลัวจะเป็นมะเร็งเอา แต่ตอนนี้สงสัยพอไปถึงตัวเมืองต้องหาอะไรรองท้องกันบ้างแล้วล่ะครับ

Image

ตลาดโต้รุ่งหน้าอำเภอเมือง

ใครท้องหิวในยามค่ำคืนต้องมาแวะที่นี่ครับ "ตลาดโต้รุ่ง" ของกินเพียบ งานนนี้ผมอัดรูปล้วนเลยนะครับไม่ต้องอธิบายไรมาก เอารูปยั่วให้หิวกันหน่อยดีกว่า 555++

Image

Image

Image

Image

Image

Image

Image

Image

Image

เสียดายที่เวลาเที่ยวผมน้อยซะเหลือเกิน พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว แต่ยังไม่วายก่อนกลับ ผมต้องไปถ่ายรูปอีกที่นึงที่ยังไงๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปก่อนกลับ ในฤดูที่แสงสวยเหมาะแก่การถ่ายรูปที่สุดให้ได้ครับ

วันรุ่งขึ้นอากาศสดใสอีกเช่นเคยครับ ผมตื่นมาแต่เช้าตรู่เพื่อมาเก็บบรรยากาศและอากาศดีๆในยามเช้าครับ

Image

เจ้าวัวตัวนี้หน้าตากวนดีครับ ทำหน้าสงสัยกะหาเรื่องตอนที่ผมไปถ่ายรูปมัน

Image

พอตกเย็นซักบ่าย 3 ผมก็ขี่มอเตอร์ไซด์ตะลอนไปที่ที่ผมต้องไปให้ได้ในวันนี้ครับ


อ่างเก็บน้ำอ่าวน้อย

Image

มาถึงบรรยากาศก็กำลังได้ที่พอดีครับ หลายคนมานั่งตกปลากันสบายๆในยามเย็น บ้างก็ทำมาหากิน กันตามประสา วิถีชีวิตแบบนี้ผมละชอบจริงๆเลยครับ

Image

Image

อ่างเก็บน้ำที่นี่เวลาที่น้ำลดจะสามารถลงไปถ่ายรูปตกประตูน้ำได้ครับ ซึ่งผมเองก็เคยลงไปเหมือนกัน แต่ในตอนนี้ถ้าจะลงไปต้องย่ำน้ำตรงปากทางไปครับ ผมขี้เกียจจะเปียกครับ โดยเฉพาะในเวลาหนาวๆแบบนี้ ขอถ่ายเฉพาะด้านนอกให้ทุกคนได้ดูแล้วกันนะครับ

Image

Image

Image

แนวอ่างเก็บน้ำยาวมากเลยครับ ใครอยากหาวิวสวยๆแปลกตาไม่เหมือนใครก็มาถ่ายรูปกันที่นี่ได้ครับ

Image

Image
แฟนผมก็ถ่ายด้วยครับมุมนี้ หน้าตาไม่ดีแต่บรรยากาศช่วยได้นิดหน่อยครับ 555+

เจอไข่หอยเชอรี่ครับ ที่นี่เยอะแยะเต็มไปหมด ผมก็เลยถ่ายมาซะ มุมสะท้อนกับน้ำแบบนี้ก็สวยนะครับ ผมลองให้แฟนผมถ่ายผมแบบนี้มั่งแต่คุณเธอถ่ายมาไม่เวิคครับเลยไม่เอามาโพส เหอะๆ

Image

Image

ใครยังไม่เคยมาก็ลองมาดูนะครับ ยังมีมุมสวยๆอีกเยอะแต่ฝีมือผมไม่ถึงครับ กลัวถ่ายมาแล้วจะหาว่าที่นี่ไม่สวย แต่น้อยๆ หากมาถึงที่นี่แล้ว มานั่งเอาเท้าแช่น้ำ ชมบรรยากาศยามเย็นก็ชื่นใจแล้วครับ

Image

Image

จบแล้วครับทริปนี้ ใครที่เคยคิดว่าที่เที่ยวสวยๆในประจวบฯมีแค่หัวหินกับอ่าวมะนาว ก็คิดใหม่ได้แล้วนะครับ ลองไปสัมผัสสถานทีี่ที่คุณไม่เคยไปดูแล้วจะรู้ว่าสถานที่ดีๆ ยังมีซ่อนอยู่ในประจวบอีกเยอะครับ ^^

Image

.......................................

12/26/2007

เดินถ่ายภาพกับอารมณ์เหงาๆ....(หรือรวมรูปแมวแถวบ้านหว่า ?)

 
วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าทุกวัน แสงอาทิตย์ส่องลอดผ้าม่านหน้าต่างมาลงที่หน้าผมพอดี
ตื่นมาวันนี้ก็ไม่เจอใคร คงเป็นเพราะผมไปทำงานได้สายกว่าคนอื่นนั่นแหละ
ล้างหน้า กินข้าวเสร็จแล้ว เลยสะพายกล้องเดินหามุมสวยๆถ่ายรูปเล่นคนเดียว


Image

ผมเดินวนๆอยู่ในบ้านตัวเอง ทั้งๆที่ก็ไม่ได้กว้างอะไร สายตาก็มองไปเห็นแมวตัวนึง มันจ้องผมสักพักคงจะสงสัยว่าผมทำอะไรอยู่ สักพักมันก็หลับตาพริ้ม อาบแดดสบายใจเฉิบ เฮ่อ... น่าอิจฉาจริงๆ

Image

Image

มองเหลือบไปบนหลังคาอีกฟากนึง เห็นกระถางต้นไม้เก่าๆแขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันแขวนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ท่าทางจะเหมาะกับความรู้สึกเหงาๆแบบนี้ดี นี่เองกระมัง ความรู้สึกของอะไรบางอย่างที่ถูกลืม

Image

จริงๆผมอยากถ่ายอะไรเยอะกว่านี้อะนะ แต่ท่าทางจะกลายเป็นว่าผมถ่ายภาพรวมแมวๆแถวบ้านซะแล้ว เพราะนายแบบ นางแบบเหมียวๆ เดินมาให้ถ่ายรูปกันเยอะซะจริงๆ ตัวนี้เดินมาเล็มหญ้าอะไรไม่รู้ที่ขึ้นหน้าบ้านผมครับ ได้จังหวะสบตากันพอดี

Image

ต้นมะขามบ้านคนอื่นกำลังเล่นแสงแดดอันอบอุ่น จริงๆบ้านผมก็เคยมีต้นมะขามต้นใหญ่อายุกว่า 20 ปี แต่พ่อผมดันโค่นมันซะงั้น เฮ่อ ไม่น่าเลย

Image

อันนี้ก็ดอกอะไรไม่รู้ กำลังเป็นดอกตูม ใครรู้ช่วยโพสบอกทีนะครับ

Image

สุดท้ายพอไม่รู้จะถ่ายอะไร เลยเตรียมตัวจะไปทำงาน ก็เจอเพื่อนข้างบ้านกำลังวิ่งไล่จับลูกแมวอยู่ ผมเลยขอให้ช่วยจับมาถ่ายรูปซักแชะนึงครับ

Image


หมดแล้วครับ งวดนี้รูปน้อยไปหน่อย เพราะถ่ายด้วยอารมณ์เหงาๆ ในโลกส่วนตัว ก่อนเผชิญโลกแห่งความจริงอีก 1 วันครับ
.........................................
 
อย่าบืมติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ www.barekadindern.com นะครับ
12/21/2007

แบะกะดินเดินดอทคอม..(เราจะไม่ทิ้งความฝันเอาไว้เพียงในใจ)

ท่องเที่ยวสบายๆแบบคนเดินดิน แบกะดินเดิน..

ผมเปิดเว็บใหม่มาสนองตัณหาความอยากเที่ยวของตัวเองเว็บหนึ่งครับ

บอกตรงๆว่าแนวคิดเว็บนี้เป็นของเพื่อนคนหนึ่งแต่ถูกเก็บไว้ ผมเลยคิดว่าถ้าไม่เอามาใช้ ใจ แรง และเงินที่เสียไป จะเปล่าประโยชน์

เลยมากลายมาเป็น "แบกะดินเดินดอทคอม" นี่แหละครับ

คลิกที่ภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ครับ

11/30/2007

ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนจบ)

13 พฤศจิกายน 2550 (ช่วงบ่าย)

เครื่องดื่มเกลือแร่อิมพอร์ตจากไทยที่มีมาขายถึงยอดเขาวัดภูนี้ครับ


วิหารที่เคยบรรจุศิวลึงค์ตอนนี้บรรจุพระประธานไว้ครับ

ที่สุดแล้ว ผมก็ขึ้นมาถึงจนได้ครับ แฮ่ก.. แฮ่ก..
มาถึงปั๊บผมมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น นอเสียจากร้านขายเครื่องดื่มและผ้าเย็นที่อยู่ตรงหน้า
แรงที่จะเหือดหายผนวกกันส่งออกมาประหนึ่งเป็นแรงฮึดพาผมพุ่งตรงไปยังร้านนั้นทันที
ตอนแรกผมกำลังคิดอยู่ว่าเหงื่อแตกพลั่กแบบนี้ ถ้ามีเครื่องดื่มเกลือแร่ยอดที่ฮิตที่ขายอยู่ที่ไทยคงจะดีไม่น้อย
......ปรากฏว่ามีจริงๆซะด้วยสิครับ.....
หลังจากหายเหนื่อย ตาที่เคยพร่ามัวก็เริ่มใสขึ้นพลัน ผมก็เริ่มสอดส่ายมองหาสิ่งที่อยู่ข้างบนนี้และแล้วผมก็ได้พบกับวิหารขอม
ซึ่งในอดีตว่ากันว่าเคยบรรจุศิวลึงค์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวัดภูขึ้นที่นี่ครับ



ทิวทัศน์จากบนวิหารเมื่อมองมาเบื้องล่าง ไม่แปลกใจเลยที่ผมเห็นภาพมุมนี้จากแทบทุกคนที่มาเที่ยวที่นี่


พระประธานที่อยู่ในวิหาร

เดินมาด้านข้างอีกหน่อย ผมเห็นภาพที่ตรึงใจผมมาจนถึงตอนนี้ วิหารแห่งวัดภูเบื้องล่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม
พาใจจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่และผ่านมานับพันๆปี ภาพที่ผู้คนกำลังประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
วิหารที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนสภาพเป็นเทวสถานที่น่าเกรงขาม เสียงสวดบูชาองค์ศิวะเจ้าดังไปทั่วอาณาบริเวณ
ขณะที่พิธีกรรมกำลังดำเนินไปในภวังค์ของผม ลีกับภรรยาก็มาเรียกให้ไปถ่ายรูปให้ที่ด้านหลัง และแล้วทุกอย่างก็คืนกลับสู่ปัจจุบัน
ณ เวลาที่ที่นี่เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งสำหรับชาวต่างชาติมาสัมผัสกลิ่นไอของบรรยากาศเมื่อหลายพันปีก่อนเท่านั้น



ทวารบารที่ยังคงเฝ้าประตูวิหารอย่างเงียบสงบ


ลีถามผมว่าจะขึ้นไปอีกไหม นี่คือหน้าของผมตอนกำลังจะตอบครับ


ผมยังคงเดินตระเวนถ่ายรูปอีกหลายแห่งรอบๆวิหารพระประธาน ขณะที่ไปหยุดตรงธารน้ำตกเล็กๆให้ได้ล้างหน้าจนเย็นชื่นใจแล้ว
ผมก็พบว่าตรงจุดนี้ยังไม่ใช่ยอดที่สุดของเขาวัดภู แต่ยังสามารถขึ้นไปได้อีกเพื่อไปชมอีกส่วนหนึ่งของวิหาร
ลีหันมาถามผม "Do you wanna go there ?"(จะขึ้นไปข้างบนหรือเปล่า) ผมหันขึ้นไปมองเหงืื่อไหลซิกๆ ก็ข้างบนมันไม่มีบันไดอีกแล้วเนื่องจากพังลงมาหมด
ถ้าจะขึ้นงานนี้คงต้องสวมวิญญาณลิงกับขึ้นไปอย่างเดียว "I'm thinking. Or you wanna go ?" (กำลังกำลังคิดอยู่ครับ หรือคุณจะขึ้นไปเหรอ?)
"Nop, But if you go I will wait here." ลีพูดประมาณว่า"ไม่ขึ้น ข้ากะลังจะบอกเอ็งว่าเอ็งจะขึ้นก็ขึ้นไปเหอะ ข้าไม่ไหวแล้ว" ประมาณนั้น..


หินช้าง 1 ใน 3 ไฮไลท์บนวิหารแห่งนี้


หินจระเข้สำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ ใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ถือว่ายังไม่ได้มาที่นี่ครับ


ต่างคนต่างไม่ขึ้น พวกผมเลยพยายามควานหา "หินจระเข้" ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ หลายคนที่มาเคยพูดไว้ว่า
ถ้าขึ้นมาบนเขานี้แล้วยังไม่ได้ถ่ายภาพกับหินสลักรูปสัตว์ถือว่ายังขึ้นมาไม่ถึง พวกผมกับพวกลี 4 คนเลยพยายามควานหากันยกใหญ่
สุดท้ายอาศัยสัญชาติดั้งเดิมของภรรยาลีเว่าลาวถามคนบ้านเดิมก็ได้รับคำตอบจนพวกเราได้ถ่ายรูปกับหินจระเข้สมใจ
ที่ลานแห่งนี้ดูเหมือนจะมีหินก้อนใหญ่ๆกองเกลื่อนกลาดไปหมด แต่ถ้าดูดีๆแล้ว หินทุกๆก้อนถูกแกะสลักทั้งนั้น
ทำให้เรารู้ว่าแม้วันนี้มันจะเป็นเพียงเหล่าหินที่ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่ออดีตกาลมันอาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรก็เป็นได้


เหลียวมองวัดภูอีกครั้งก่อนออกเดินทาง


เมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล


ขาลงใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ของขาขึ้น ประหนึ่งโดลงมาจากข้างบน ผมเหลียวหลังมองวิหารด้านล่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับ
ยังหวนนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไปในสถานที่แห่งนี้ เสียงบูชาแห่งศรัทธายังคงก้องกังวาลในมโนนึก
ก่อนที่ความขลังของอิฐแต่ละก้อนจะค่อยๆห่างออกไปทีละก้าวๆ ผมทำได้แค่เพียงบอกกับตัวเองในใจเท่านั้นว่า....
....ซักวันนึงผมจะกลับมา.....
 
 

ฟ้าครึ้มมาแต่ไกล พันท้ายเรือชาวเวียดนามของเราคะเนสถานการ์ก่อนพาลูกค้าไปเสี่ยง



เรือโดยสารขากลับของเรา


.....ยิ่งนานฟ้ายิ่งครึ้ม.....
พวกผมยังคงรอคอยนายเรือของเราคะเนสถานการณ์ก่่อนที่จะพาลูกค้าลงเรือ หลังจากที่มั่นใจว่ายังไงก็ไปถึงก่อนตัวเปียกพวกเราก็ลงเรือกัน
ด้วยอารมณ์หวาดหวั่นเล็กน้อย ไม่ให้หวั่งได้ยังไง ก็ทั้งกล้องทั้งอะไรต่อมิอะไรอยู่กับตัวทั้งหมด ไหนจะกลัวตกน้ำเป็นอาหารปลาอีก - -
ด้วยความมั่นใจในฝีมือของพันท้ายของเรา (และเวลาอันน้อยนิดที่เหลือก่อนที่รถรอบสุดท้ายจะออกและเราอาจจะต้องนอนปากเซอีกคืน)



ท่านั่งแบบสบายใจเฉิบขอรับ


ลีขึ้นมาเป็นรอบที่สองก็ยังไม่หายกลัว


เรือกำลังออกจากท่า พร้อมๆกับเมฆที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมก็ห่วงกล้องทั้ง 2 ตัวที่ติดมา
ส่วนลีนี่ไม่ต้องพูดถึง ดูท่าทางเค้ายังไม่ค่อยวางใจกับเรือไม้กระดานพาดลำนี้เท่าไหร่ ตั้งแต่ขึ้นตอนขามาแล้ว
ขากลับนี้ผมหาที่นั่งเหมาะๆกับตัวเองได้ เอามือวักน้ำเล่นไปพลาง ชมความยิ่งใหญ่ของลำโขงไปพลางมันช่างแสนสุขเสียจริงๆ



คิวรถเมืองปากเซครับ


รอบขากลับนี้เรากลับด้วยรถไทยครับ


ทันทีที่ถึงฝั่งสิ่งที่เรากลัวก็เป็นจริงจนได้ ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
พวกผมลาลีและภรรยาด้วยคำส่งท้ายที่หวังว่าจะได้พบกันที่กรุงเทพฯ เพราะเขากับภรรยาจะมาที่ไทยต่อครับ
ผมอยากจะรีบบึ่งไปให้เร็วทันใจที่วิ่งปร๊าดไปถึงท่ารถแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอกับการขับรถเลนขวาของชาวลาวเท่าไหร่
แต่ในที่สุดแล้ว รถเข้าสู่อุบลยังคงจอดรอเราอยู่ที่ท่ารถ ผผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่จะหาอะไรกินอีกซักมื้อก่อนกลับ



ร้านอาหารด้านหน้าคิวรถ


จนถึงตรงนี้ก็ยังมีเบียร์ลาวให้กินครับ


จนแล้วจนรอดกระทั่งมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่ง....
...ไข่เจียวครับ และอีกอย่างที่แน่นอนสุดก็คิอข้าวผัด ข้าวที่นี่ผมสังเกตตั้งกะกินมื้อแรกแล้วว่า ขาวจะหนึบๆ
แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวนะครับ เป็นข้าวเจ้านี่แหละ แต่เคี้ยวแล้วมันไม่ได้นิ่มแบบข้าวเจ้าไทยซะทีเดียว และพอเอามาทำข้าวผัดผมก็ชอบซะจริงๆ
มือนี้มีแนมด้วยต้มยำปลามาซดให้ชื่นใจกันอีกซักชาม ก่อนจ่ายเงิน ผมเดินไปถามเรื่องเบียร์ลาวก่อนจะกลับ
เพราะสัญญากับคุณ bvindicate ไว้ว่าจะซื้อมาฝาก ตอนที่ผมมาคราวแรก ขนาดหมูหยองเค้ายังไม่ให้เอาเข้าประเทศ ผมเลยต้องถามให้แน่ใจก่อน
ไม่งั้นจะเสียเงินที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ไปฟรีๆ แถม ATM ที่นี่ผมก็หาไม่เจอไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังจากถามกันอยู่สารพัดภาษาน้องเจ้าของร้านเค้าก็ตอบผมกลับมาว่า
"เสี่ยง" คำเดียวสั้นๆแต่มีความหมายถึงสวัสดิภาพในการเดินทางกลับของผม ผมเลยตัดสินใจไม่ซื้อแล้วหันไปซื้อเป็บซี่กับมิรินด้า
ที่มีฉลากเป็นภาษาลาวกลับมาแทนครับ


รถชั้น VIP ของนครชัยแอร์


มาอย่างยาจกแต่กลับอย่างราชาเป็นจริงได้ครับ เพราะทริปนี้เราใช้เงินในลาวไปน้อยซะเหลือเกิน
กลับมาพอแลกเงินผมยังเหลืออยู่อีกหลายร้อยพอที่จะนั่งรถ VIP หรูๆกลับบ้านได้สบายแฮ
บนรถพอขึ้นปั๊บผมรีบหันไปกดปุ่มเบาะนวดอัติโนมัติทันที ไม่นานพนักงานก็มาแจกน้ำแจกขนมซะ 4 รอบ เอาซะอิ่มแย่
ก่อนที่จะหลับกลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพอย่างมีความสุขครับ..

เกร็ดเล็กๆน้อยๆในการเที่ยวปากเซ

หลังจากไปเที่ยวแบบคลำทางในลาวของผมทำให้ผมได้ประสบการ์กับการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตมาหลายอย่าง และสิ่งต่อไปนี้เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่อยากจะทิ้งไว้ให้เผื่อใครจะไปทีหลังครับ

- อาหารในปากเซ อาหารในปากเซตามร้านตามสั่งมีเหมือนกันในไทยแทบจะทุกอย่างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่เจียวที่ผมชอบมาก ใส่สารพักผัก ทั้งข้าวโพด หอมแดง มะเขือเทศ ต้นหอม ผักชี ดูทรงเครื่องดีจริงๆ ผมไปกินไข่เจียวทั้งในทั้งนอกโรงแรมจะมีคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกันหมดครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ ขนมหวานตามรถเข็นในลาว รถชาติจะไม่ออกหวานมันเค็มแบบไทยนะครับ จะติดหวานแค่ปะแล่มๆแค่นั้น แต่อร่อยไปอีกแบบครับ อ้อ ใครอยากจะกินส้มตำที่ลาวอย่าไปสั่งตำไทยเชียวครับ เค้างง ไม่มีส้มตำหวานๆให้กินนะครับ ส่วนเครื่องที่กินกับส้มตำที่นี่เค้ามีจำพวกหมูย่างหลายแบบที่ผมชอบสุดคงจะเป็นหัวใจหมูย่างครับ หากินไม่ได้ที่ไทยจริงๆ ^^

- ที่พักในปากเซ ที่พักมีหลายระดับตามงบประมาณเลยครับ ผมเดินๆดูมีตั้งแต่ราคา 200 บาทไปจนถึงนอนวังในราคา 1200 บาท แต่ก็ดูให้ดีๆหน่อยนะครับ ผมคุยกับลีแล้วเค้านอนที่พักราคา 300 บาท ในปากเซเหมือนกัน แต่ไม่ประทับใจในเรื่องของความสะอาดเลย ส่วนผมนอนในราคา 700 บาทซึ่งเป็นห้องระดับกลางของโรงแรมที่ผมพัก อารมณ์คนละอย่างเลยนะครับ ถ้าจะสั่งอาหารในโรงแรมดูเวลาครัวปิดด้วยนะครับ ที่นี่ครัวปิดเป็นเวลาไม่เปิดตลอด 24 ชม. แบบไทยครับ

- การเดินทางในปากเซ ถ้าใครชอบใช้บริการของทัวร์ที่นี่รถโดยสารทุกคันที่เรานั่งสามารถพาเราไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจำปาสักได้ทันทีครับ ส่วนราคาก็สามารถต่อรองกันได้ ตอนที่ผมไปมีพี่ใจดีคนหนึ่งชื่อ "หลุ่ย" พาเรามายังที่พักและเสนอบริการพาไปเที่ยว 3 น้ำตกและวัดภู ในราคา 1,500 บาทครับ แต่ผมอยากจะเที่ยวเองมากกว่าเลยปฏิเสธไป ถ้าเงินน้อยอีกวิธีที่แนะนำคือเช่าเรถแล้วขับไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเองครับ เหมือนอย่างที่ผมเช่ามอเตอร์ไซด์หรือรถจักรไปเที่ยววัดภูนั่นแหละครับ

- การจับจ่ายในลาว ที่นี่ใช้เงินได้ 3 สกุล คือ บาท ดอลล่าห์สหรัฐ แล้วก็กีบของลาวครับ ซึ่งชาวลาวที่อยู่ที่ปากเซนี้จะแปลงค่าเงินกันเก่งมาก เร็วกว่าผมซะอีก แต่บางอย่างใช้เงินลาวถูก บางอย่างใช้บาทถูก และบางอย่างใช้เงินลาวเองนั่นแหละถูกสุดครับ เวลาไปเที่ยวเราจึงจะน่าพกเงินเอาไว้หลายๆสกุลเพื่อความสะดวกและประหยัดในการจ่ายเงินครับ อย่างรถที่ผมเช่านี่วันละ 8 US ต่อวันถ้าเป็นเงินไทย 300 บาท ต่อวัน ถ้าเป็นเงินลาว 80,000 กีบ ครับ จะเห็นได้ว่าจ่ายเป็น US ถูกที่สุดในทั้งสามแบบเลยครับ (คำนวน ณ วันที 12 พ.ย 50 เงิน 1 US = 34 บาท และ 1 บาทเท่ากับ 280 กีบ)

- คนลาว ที่นี่ทุกคนอัธยาสัยดีมากครับ บางคนจะเขินๆเวลาพูดกับเราก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ทุกคนพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าจะเป็นมิตรมากครับโดยเฉพาะเวลาซื้อของเค้าจะคิดเงินเราถูกกว่าชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ ซึ่งดีกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบาแบบผมมากเลยครับ


หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับใครที่จะไปเที่ยวต่อจากนี้นะครับ เสียดายที่เวลามีน้อยไม่งั้นคงจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งและตาดผาส่วมต่อ แต่เวลายังมีครับ ไม่ว่ายังไงผมจะกลับไปที่ปากเซอีกแน่นอนครับ ยิ้มเท่ห์



ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ครับ ฮิๆ

11/21/2007

ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนที่ 2)

13 พฤศจิกายน 2550


ป้ายทะเบียนรถจักรแขวงจำปาสัก



แฮคซัง มาจากคำว่า แฮชเซิล ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันของฝรั่งเศส

เช้าวันรุ่งขึ้น...ผมแปลกใจกับความแจ่มใสของตัวเองทั้งๆที่เมื่อคืนซัดเบียร์ลาวเข้าไปขวดใหญ่
โดยปกติผมเป็นคนคออ่อนมากอยู่แล้ว เหล้าแก้วเดียวอาจทำให้ผมมึนต่อไปได้อีกเป็นวันๆ
แต่เบียร์ลาวไม่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย นี่เองกระมังที่ทำให้เบียร์ลาวเป็นเบียร์ที่ดีที่สุุดในระแวกนี้
ผมตัดสินใจเช่า "รถจักร" มาคันหนึ่งเพื่อตระเวนชมบรรยากาศยามเช้าริมฝั่งโขง ทันทีที่ออกตัวก็พบว่า...
......น้ำมันในรถแทบจะเกลี้ยงถัง......ผมจำได้จากที่น้องๆโพสเอาไว้ว่าถ้าจะถามหาน้ำมันให้ถามหา"แฮคซัง"
แล้วพอถามอย่างนั้นผมก็ได้น้ำมันจริงๆด้วยสิ........จากการถามไปถามมาก็ได้ทราบเรื่องว่า
คำว่า"แฮคซัง"นั้นในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าน้ำมัน แต่มาจาก "แฮชเซิล" ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสนำเข้ามานั่นเอง


สวนในศาลเจ้าสิบเซ


เมืองปากเซยามเช้า

ผมมาหยุดที่สวนริมฝั่งโขง ลั่นชัตเตอร์รัวระริกด้วยความกลัวว่าแสงที่สวยงามเหล่านี้จะหมดไป
พลันนึกเสียดายในความด้อยฝีมือของตัวเองที่ไม่มีฝีมือพอจะนำความสวยงามนั้นกลับมาได้ทั้งหมด
ก่อนที่จะเดินทางต่อสู่ตลาดดาวเรือง ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งแขวงจำปาสักแห่งนี้


ตลาดดาวเรือง


บรรยากาศร้านกาแฟในตลาดยามเช้า

ตลาดดาวเรืองเป็นตลาดของคุณหญิงดาวเรืองที่มีกิจการมากมายอยู่ในเมืองปากเซ
ใครไปเที่ยวลาวแล้วคงต้องได้ลิ้มลองเครื่องดื่มอย่างกาแฟดาวเรืองที่มีชื่อของลาวนอกเหนือจากแค่เบียร์ลาวกันบ้างแน่ๆ
และแน่นอนว่ากาแฟดาวเรืองก็เป้นของคุณหญิงดาวเรืองนี้เช่นกัน
ผมนั่งลงที่ร้านข้าวเปียกที่อยู่กลางตลาดสด แม่ค้าเจ้าของร้านมาเชิญเราอย่างสุภาพพร้อมรีบนำน้ำร้อนน้ำเย็นมาวางให้เรา
ประหนึ่งกลัวเราจะหนีไปไหนและ...........ข้าวเปียกชามขนาด 2 เ่ท่าของโออิชิราเมนก็มาประเคนอยู่ตรงหน้าเราสองคนครับ T-T
....จะกินหมดมั้ยเนี่ย


ข้าวเปียกชามอลังฯ


ร้านขนมปังฝรั่งเศสครับ ใส่ใส้กินอร่อยดี

ปรากฏว่ากินกันเรียบครับ.......
ไม่น่าเชื่อว่าชามใหญ่โตแต่ซดได้คล่องคอ ใครบอกว่าคนลาวติดชูรสจัด ต้องมาลองร้านนี้ครับ
น้ำซุปหอมกลิ่นน้ำต้มกระดูก ชดชื่นใจ กินเสร็จไม่มีการคอแห้งครับไม่เชื่อมาลองได้...
....แต่ผมก็ไปเตะตาร้านรถเข็นร้านนึงเข้าครับ.......
ร้านนี้มีขนมปังฝรั่งเศสเต็มรถเลย แถมคนขายน่ารักด้วย แหะๆ ผมเคยเจอแต่ขนมปังแบบนี้ที่กินกับซุปครับ
แต่ที่นี่พอสั่งปั๊บ เค้าจะผ่าตรงกลาง ใส่เนื้อไก่ผัดปรุงรส ตับบด แล้วก็มะละกอดองครับ โอ้....แซบหลายยย ยิงฟันยิ้ม


วังเจ้าบุญอุ้ม ปัจจุบันเป็นโีรงแรมจำปาสักพาเลส


หนทางสู่วัดภู

เป้าหมายในวันนี้เราสองคนเหลือเวลาไปได้อีกแค่ที่เดียวเผื่อเวลาไว้หลงทางอีก จึงตกลงกันว่าจะไป "วัดภู"
นครวัดของอาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่านครวัดนครธมร่วมพันปีครับ
อิ่มท้องเสร็จเรียบร้อยผมรีบบึ่งไปต่อในทันทีเนื่องจากเวลามีน้อย เกิดพลาดท่าตกรถอีกทีมีหวังไม่มีตังกลับไทยแน่ครับ
ขับมาได้ซักพักก็เจอกับโรงแรม"จำปาสักพาเลส" โรงแรมที่หรูที่สุดในจำปาสักครับ ราคาคืนละ 1200-1500 บาทเท่านั้นเอง
ที่วังต้องเปลี่ยนกลายมาเป็นโรงแรมนี้เรื่องมีที่มาที่ไปครับ เนื่องมาจากเหตุปฏิวัติโค่นล้มระบบเจ้าชีวิตในสมัยเจ้าบุญอุ้ม
วังนี้จึงไม่มีเจ้าชีวิตองค์ใดได้ครอบครองหลังสร้างเสร็จ ดร.ปองศักดิ์ ว่องพานิชเจริญ ชาวศรีสะเกศ จึงได้ทำการบูรณะใหม่
และกลายเป็นโรงแรมดังทีเห็นนี้ครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีคนไทยถามคนลาวว่าทำไมต้องล้มเจ้าชีวิต
คนลาวก็ตอบกลับมาว่าเจ้าชีวิตลาวไม่เหมือนเจ้าชีวิตไทย เอาแต่เสวยสุขอย่างสบายบนภาษีของประชาชน
แม่ของเจ้าชีวิตชื่อตัวเองยังเขียนไม่ได้ แต่ดำรงชีพอย่างสิ้นเปลืองบนความลำบากของชาวบ้าน
ผมนึกถึงตรงนี้แล้วอดภูมิใจไม่ได้ที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีของมหากษัตรื์ยไทยในหลวงของเรา
นึกไปพลางก็ขับรถไปพลาง ชมท้องฟ้าสีครามของเมืองจำปาสักด้วยใจแช่มชื่น ในขณะที่คนซ้อนท้ายผมจะหลับไปหลายทีแล้ว

 

เรือข้ามฝากสำหรับรถจักร


ลีกับภรรยา เพื่อนร่วมทางของเราครับ ชื่อภรรยาเป็นภาษาลาวผมฟังไม่ออกจริงๆว่าชื่ออะไร

ที่สุดหลังจากหลงทางมาหลายตลบ ผมก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแถว"บ้านหลักสามสิบ" ที่เป็นจุดข้ามฝากของรถและมอเตอร์ไซด์
ไม่ว่าใครหากจะไป"เมืองจำปาสัก" เมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักนี้ ต้องข้ามเรือที่นี่ทุกคัน
จริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปข้ามฟากตรงไหนหรอก แต่ระหว่างที่ขี่รถอยู่ จู่ๆก็มีลุงคนนึงกระโดมาขวางหน้า
"ไปวัดภูบ่" หลังจากจูนสมองปรับคลื่นไปเป็นสถานีลาวเสร็จแปลความได้ผมก็ตอบกลับไป  "ครับ ไปวัดภูครับ" " 8000 กีบ"
แล้วแกก็ยื่น "ปี๊" หรือตั๋วสำหรับข้ามฟากให้ผมครับ ระหว่างการข้ามเรือนี้ ผมได้พบกับลีและแฟนของเค้าที่เ็ป็นคนลาวแต่ไม่ได้กลับมาบ้านเกิดนานกว่า 27 ปี แล้ว
แถมเค้าทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเที่ยวลาวมาก่อน ผมก็เลยชวนพวกเค้าคุยระหว่างที่อยู่บนแพด้วยภาษาอังกฤษชนิดหมาๆแมวๆของผม
โชคยังดีครับที่เค้าพอจะเข้าใจบ้าง สุดท้ายเราเลยชวนไปวัดภูด้วยกันครับ


ทางเดินสู่วัดภู มรดกโลกแห่งเมืองลาว


ขออนุญาตมาเยี่ยมชมเทวสถานแห่งนี้ กราบขออภัยหากข้าพเจ้าทำสิ่งใดล่วงเกินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ


ทางเดินเข้าวัดภูมีพ่อค้าแม่ขายเยอะแยะเลยครับ ผมถูกใจขนมครกโรยน้ำตาลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย
ยายผมเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนขนมครกไม่มีรสหวานมันแบบนี้ แต่จะออกเค็มปะแล่มๆ แล้วมีน้ำตาลทรายโรย
นี่เองครับของจริงตามเรื่องเล่า ถ้ายายผมยังอยู่และได้ไปเที่ยวด้วย แกคงดีใจไม่น้อยที่ได้กินขนมในวัยเด็กอีกครั้ง
นอกจากขนมครกผมซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธ์และกราบขออภัยหากล่วงเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
อย่าว่างมงายเลยนะครับ ไปลา มาไหว้ ผิดขอโทษ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรทำดีไว้ไม่เสียหลายครับ



วิหารวัดภู ความงามที่กำลังสลายไปตามเวลา


ทางเดินสู่เทวสถานชั้นบน

ผมมองไปรอบๆก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่หายไป จากที่ผมดูรูปวัดภูในสมัยก่อน ผมเห็นว่ามีวังเจ้าชีวิตในสมัยโบราณตั้งอยู่ที่หน้าวัด
แต่วันนี้สิ่งที่ผมเจอเป็นเพียงเศษซากอิฐกองหนึ่ง รัฐบาลลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับโบราณสถานเท่าไหร่นัก
หลายๆอย่างจึงพังทลายลงไป เสียดายที่ผมมาที่นี่ช้าไปเพียง 3 ปี ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นวังเจ้าชีวิตในแบบโบราณที่ตั้งอย่างงามสง่าอยู่หน้าวัดภู
ใครจะไปรู้ ไม่กี่วันข้างหน้า วัดภูที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านี้ อาจกลายเป็นเพียงเศษซากที่เหลือความยิ่งใหญ่ไว้ในความทรงจำเท่านั้น


บันไดสู่เทวสถานชั้นบน จะต้องขึ้นบันไดชันๆแบบนี้ 4 ครั้งกว่าจะไปถึง


วิวจากบันไดชั้นที่ 3

สังขารเริ่มออกอาการ ผมหายใจหอบแฮ่กๆ กับบันไดที่สูงชัน แม้ว่าจะมีต้นดอก "จำปา" หรือที่คนไทยเรียกว่าต้นดอกลั่นทม อายุกว่าพันปียืนต้นตายอยู่
ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมผ่อนคลายด้วยการถ่ายรูปต้นไม้อันน่าพิศวงเหล่านั้น แต่เมื่อไปถึงชั้นที่ 3 พอหันหลังกลับมา ความเหนื่อยก็เริ่มจางหายไป
ผมเข้าใจแล้วว่าเทวสถานทำไมถึงต้องอยู่สูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะอยากให้เหล่าเทวดา ได้มองเห็นความสุขทุกข์ของผู้คนจากมุมมองอันแสนงดงามนี้กระมัง
 
......ติดตามตอนต่อไปขอรับ.....
 

Sorajarot Thitivesa

Occupation
Location
Interests
.............................For what?

"มลาย"

 

เบื้องหลังสารคดีสุวรรณภูมิ