Sorajarot's profile"Espazs" The great.PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/30/2007 ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนจบ)13 พฤศจิกายน 2550 (ช่วงบ่าย)
![]() เครื่องดื่มเกลือแร่อิมพอร์ตจากไทยที่มีมาขายถึงยอดเขาวัดภูนี้ครับ ![]() วิหารที่เคยบรรจุศิวลึงค์ตอนนี้บรรจุพระประธานไว้ครับ ที่สุดแล้ว ผมก็ขึ้นมาถึงจนได้ครับ แฮ่ก.. แฮ่ก.. มาถึงปั๊บผมมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น นอเสียจากร้านขายเครื่องดื่มและผ้าเย็นที่อยู่ตรงหน้า แรงที่จะเหือดหายผนวกกันส่งออกมาประหนึ่งเป็นแรงฮึดพาผมพุ่งตรงไปยังร้านนั้นทันที ตอนแรกผมกำลังคิดอยู่ว่าเหงื่อแตกพลั่กแบบนี้ ถ้ามีเครื่องดื่มเกลือแร่ยอดที่ฮิตที่ขายอยู่ที่ไทยคงจะดีไม่น้อย ......ปรากฏว่ามีจริงๆซะด้วยสิครับ..... หลังจากหายเหนื่อย ตาที่เคยพร่ามัวก็เริ่มใสขึ้นพลัน ผมก็เริ่มสอดส่ายมองหาสิ่งที่อยู่ข้างบนนี้และแล้วผมก็ได้พบกับวิหารขอม ซึ่งในอดีตว่ากันว่าเคยบรรจุศิวลึงค์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวัดภูขึ้นที่นี่ครับ ![]() ทิวทัศน์จากบนวิหารเมื่อมองมาเบื้องล่าง ไม่แปลกใจเลยที่ผมเห็นภาพมุมนี้จากแทบทุกคนที่มาเที่ยวที่นี่ ![]() พระประธานที่อยู่ในวิหาร เดินมาด้านข้างอีกหน่อย ผมเห็นภาพที่ตรึงใจผมมาจนถึงตอนนี้ วิหารแห่งวัดภูเบื้องล่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม พาใจจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่และผ่านมานับพันๆปี ภาพที่ผู้คนกำลังประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ วิหารที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนสภาพเป็นเทวสถานที่น่าเกรงขาม เสียงสวดบูชาองค์ศิวะเจ้าดังไปทั่วอาณาบริเวณ ขณะที่พิธีกรรมกำลังดำเนินไปในภวังค์ของผม ลีกับภรรยาก็มาเรียกให้ไปถ่ายรูปให้ที่ด้านหลัง และแล้วทุกอย่างก็คืนกลับสู่ปัจจุบัน ณ เวลาที่ที่นี่เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งสำหรับชาวต่างชาติมาสัมผัสกลิ่นไอของบรรยากาศเมื่อหลายพันปีก่อนเท่านั้น ![]() ทวารบารที่ยังคงเฝ้าประตูวิหารอย่างเงียบสงบ ![]() ลีถามผมว่าจะขึ้นไปอีกไหม นี่คือหน้าของผมตอนกำลังจะตอบครับ ผมยังคงเดินตระเวนถ่ายรูปอีกหลายแห่งรอบๆวิหารพระประธาน ขณะที่ไปหยุดตรงธารน้ำตกเล็กๆให้ได้ล้างหน้าจนเย็นชื่นใจแล้ว ผมก็พบว่าตรงจุดนี้ยังไม่ใช่ยอดที่สุดของเขาวัดภู แต่ยังสามารถขึ้นไปได้อีกเพื่อไปชมอีกส่วนหนึ่งของวิหาร ลีหันมาถามผม "Do you wanna go there ?"(จะขึ้นไปข้างบนหรือเปล่า) ผมหันขึ้นไปมองเหงืื่อไหลซิกๆ ก็ข้างบนมันไม่มีบันไดอีกแล้วเนื่องจากพังลงมาหมด ถ้าจะขึ้นงานนี้คงต้องสวมวิญญาณลิงกับขึ้นไปอย่างเดียว "I'm thinking. Or you wanna go ?" (กำลังกำลังคิดอยู่ครับ หรือคุณจะขึ้นไปเหรอ?) "Nop, But if you go I will wait here." ลีพูดประมาณว่า"ไม่ขึ้น ข้ากะลังจะบอกเอ็งว่าเอ็งจะขึ้นก็ขึ้นไปเหอะ ข้าไม่ไหวแล้ว" ประมาณนั้น.. ![]() หินช้าง 1 ใน 3 ไฮไลท์บนวิหารแห่งนี้ ![]() หินจระเข้สำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ ใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ถือว่ายังไม่ได้มาที่นี่ครับ ต่างคนต่างไม่ขึ้น พวกผมเลยพยายามควานหา "หินจระเข้" ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ หลายคนที่มาเคยพูดไว้ว่า ถ้าขึ้นมาบนเขานี้แล้วยังไม่ได้ถ่ายภาพกับหินสลักรูปสัตว์ถือว่ายังขึ้นมาไม่ถึง พวกผมกับพวกลี 4 คนเลยพยายามควานหากันยกใหญ่ สุดท้ายอาศัยสัญชาติดั้งเดิมของภรรยาลีเว่าลาวถามคนบ้านเดิมก็ได้รับคำตอบจนพวกเราได้ถ่ายรูปกับหินจระเข้สมใจ ที่ลานแห่งนี้ดูเหมือนจะมีหินก้อนใหญ่ๆกองเกลื่อนกลาดไปหมด แต่ถ้าดูดีๆแล้ว หินทุกๆก้อนถูกแกะสลักทั้งนั้น ทำให้เรารู้ว่าแม้วันนี้มันจะเป็นเพียงเหล่าหินที่ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่ออดีตกาลมันอาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรก็เป็นได้ ![]() เหลียวมองวัดภูอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ![]() เมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล ขาลงใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ของขาขึ้น ประหนึ่งโดลงมาจากข้างบน ผมเหลียวหลังมองวิหารด้านล่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับ ยังหวนนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไปในสถานที่แห่งนี้ เสียงบูชาแห่งศรัทธายังคงก้องกังวาลในมโนนึก ก่อนที่ความขลังของอิฐแต่ละก้อนจะค่อยๆห่างออกไปทีละก้าวๆ ผมทำได้แค่เพียงบอกกับตัวเองในใจเท่านั้นว่า.... ....ซักวันนึงผมจะกลับมา..... ![]() ฟ้าครึ้มมาแต่ไกล พันท้ายเรือชาวเวียดนามของเราคะเนสถานการ์ก่อนพาลูกค้าไปเสี่ยง ![]() เรือโดยสารขากลับของเรา .....ยิ่งนานฟ้ายิ่งครึ้ม..... พวกผมยังคงรอคอยนายเรือของเราคะเนสถานการณ์ก่่อนที่จะพาลูกค้าลงเรือ หลังจากที่มั่นใจว่ายังไงก็ไปถึงก่อนตัวเปียกพวกเราก็ลงเรือกัน ด้วยอารมณ์หวาดหวั่นเล็กน้อย ไม่ให้หวั่งได้ยังไง ก็ทั้งกล้องทั้งอะไรต่อมิอะไรอยู่กับตัวทั้งหมด ไหนจะกลัวตกน้ำเป็นอาหารปลาอีก - - ด้วยความมั่นใจในฝีมือของพันท้ายของเรา (และเวลาอันน้อยนิดที่เหลือก่อนที่รถรอบสุดท้ายจะออกและเราอาจจะต้องนอนปากเซอีกคืน) ![]() ท่านั่งแบบสบายใจเฉิบขอรับ ![]() ลีขึ้นมาเป็นรอบที่สองก็ยังไม่หายกลัว เรือกำลังออกจากท่า พร้อมๆกับเมฆที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมก็ห่วงกล้องทั้ง 2 ตัวที่ติดมา ส่วนลีนี่ไม่ต้องพูดถึง ดูท่าทางเค้ายังไม่ค่อยวางใจกับเรือไม้กระดานพาดลำนี้เท่าไหร่ ตั้งแต่ขึ้นตอนขามาแล้ว ขากลับนี้ผมหาที่นั่งเหมาะๆกับตัวเองได้ เอามือวักน้ำเล่นไปพลาง ชมความยิ่งใหญ่ของลำโขงไปพลางมันช่างแสนสุขเสียจริงๆ ![]() คิวรถเมืองปากเซครับ ![]() รอบขากลับนี้เรากลับด้วยรถไทยครับ ทันทีที่ถึงฝั่งสิ่งที่เรากลัวก็เป็นจริงจนได้ ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกผมลาลีและภรรยาด้วยคำส่งท้ายที่หวังว่าจะได้พบกันที่กรุงเทพฯ เพราะเขากับภรรยาจะมาที่ไทยต่อครับ ผมอยากจะรีบบึ่งไปให้เร็วทันใจที่วิ่งปร๊าดไปถึงท่ารถแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอกับการขับรถเลนขวาของชาวลาวเท่าไหร่ แต่ในที่สุดแล้ว รถเข้าสู่อุบลยังคงจอดรอเราอยู่ที่ท่ารถ ผผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่จะหาอะไรกินอีกซักมื้อก่อนกลับ ![]() ร้านอาหารด้านหน้าคิวรถ ![]() จนถึงตรงนี้ก็ยังมีเบียร์ลาวให้กินครับ จนแล้วจนรอดกระทั่งมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่ง.... ...ไข่เจียวครับ และอีกอย่างที่แน่นอนสุดก็คิอข้าวผัด ข้าวที่นี่ผมสังเกตตั้งกะกินมื้อแรกแล้วว่า ขาวจะหนึบๆ แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวนะครับ เป็นข้าวเจ้านี่แหละ แต่เคี้ยวแล้วมันไม่ได้นิ่มแบบข้าวเจ้าไทยซะทีเดียว และพอเอามาทำข้าวผัดผมก็ชอบซะจริงๆ มือนี้มีแนมด้วยต้มยำปลามาซดให้ชื่นใจกันอีกซักชาม ก่อนจ่ายเงิน ผมเดินไปถามเรื่องเบียร์ลาวก่อนจะกลับ เพราะสัญญากับคุณ bvindicate ไว้ว่าจะซื้อมาฝาก ตอนที่ผมมาคราวแรก ขนาดหมูหยองเค้ายังไม่ให้เอาเข้าประเทศ ผมเลยต้องถามให้แน่ใจก่อน ไม่งั้นจะเสียเงินที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ไปฟรีๆ แถม ATM ที่นี่ผมก็หาไม่เจอไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังจากถามกันอยู่สารพัดภาษาน้องเจ้าของร้านเค้าก็ตอบผมกลับมาว่า "เสี่ยง" คำเดียวสั้นๆแต่มีความหมายถึงสวัสดิภาพในการเดินทางกลับของผม ผมเลยตัดสินใจไม่ซื้อแล้วหันไปซื้อเป็บซี่กับมิรินด้า ที่มีฉลากเป็นภาษาลาวกลับมาแทนครับ ![]() รถชั้น VIP ของนครชัยแอร์ มาอย่างยาจกแต่กลับอย่างราชาเป็นจริงได้ครับ เพราะทริปนี้เราใช้เงินในลาวไปน้อยซะเหลือเกิน กลับมาพอแลกเงินผมยังเหลืออยู่อีกหลายร้อยพอที่จะนั่งรถ VIP หรูๆกลับบ้านได้สบายแฮ บนรถพอขึ้นปั๊บผมรีบหันไปกดปุ่มเบาะนวดอัติโนมัติทันที ไม่นานพนักงานก็มาแจกน้ำแจกขนมซะ 4 รอบ เอาซะอิ่มแย่ ก่อนที่จะหลับกลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพอย่างมีความสุขครับ.. เกร็ดเล็กๆน้อยๆในการเที่ยวปากเซ หลังจากไปเที่ยวแบบคลำทางในลาวของผมทำให้ผมได้ประสบการ์กับการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตมาหลายอย่าง และสิ่งต่อไปนี้เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่อยากจะทิ้งไว้ให้เผื่อใครจะไปทีหลังครับ - อาหารในปากเซ อาหารในปากเซตามร้านตามสั่งมีเหมือนกันในไทยแทบจะทุกอย่างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่เจียวที่ผมชอบมาก ใส่สารพักผัก ทั้งข้าวโพด หอมแดง มะเขือเทศ ต้นหอม ผักชี ดูทรงเครื่องดีจริงๆ ผมไปกินไข่เจียวทั้งในทั้งนอกโรงแรมจะมีคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกันหมดครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ ขนมหวานตามรถเข็นในลาว รถชาติจะไม่ออกหวานมันเค็มแบบไทยนะครับ จะติดหวานแค่ปะแล่มๆแค่นั้น แต่อร่อยไปอีกแบบครับ อ้อ ใครอยากจะกินส้มตำที่ลาวอย่าไปสั่งตำไทยเชียวครับ เค้างง ไม่มีส้มตำหวานๆให้กินนะครับ ส่วนเครื่องที่กินกับส้มตำที่นี่เค้ามีจำพวกหมูย่างหลายแบบที่ผมชอบสุดคงจะเป็นหัวใจหมูย่างครับ หากินไม่ได้ที่ไทยจริงๆ ^^ - ที่พักในปากเซ ที่พักมีหลายระดับตามงบประมาณเลยครับ ผมเดินๆดูมีตั้งแต่ราคา 200 บาทไปจนถึงนอนวังในราคา 1200 บาท แต่ก็ดูให้ดีๆหน่อยนะครับ ผมคุยกับลีแล้วเค้านอนที่พักราคา 300 บาท ในปากเซเหมือนกัน แต่ไม่ประทับใจในเรื่องของความสะอาดเลย ส่วนผมนอนในราคา 700 บาทซึ่งเป็นห้องระดับกลางของโรงแรมที่ผมพัก อารมณ์คนละอย่างเลยนะครับ ถ้าจะสั่งอาหารในโรงแรมดูเวลาครัวปิดด้วยนะครับ ที่นี่ครัวปิดเป็นเวลาไม่เปิดตลอด 24 ชม. แบบไทยครับ - การเดินทางในปากเซ ถ้าใครชอบใช้บริการของทัวร์ที่นี่รถโดยสารทุกคันที่เรานั่งสามารถพาเราไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจำปาสักได้ทันทีครับ ส่วนราคาก็สามารถต่อรองกันได้ ตอนที่ผมไปมีพี่ใจดีคนหนึ่งชื่อ "หลุ่ย" พาเรามายังที่พักและเสนอบริการพาไปเที่ยว 3 น้ำตกและวัดภู ในราคา 1,500 บาทครับ แต่ผมอยากจะเที่ยวเองมากกว่าเลยปฏิเสธไป ถ้าเงินน้อยอีกวิธีที่แนะนำคือเช่าเรถแล้วขับไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเองครับ เหมือนอย่างที่ผมเช่ามอเตอร์ไซด์หรือรถจักรไปเที่ยววัดภูนั่นแหละครับ - การจับจ่ายในลาว ที่นี่ใช้เงินได้ 3 สกุล คือ บาท ดอลล่าห์สหรัฐ แล้วก็กีบของลาวครับ ซึ่งชาวลาวที่อยู่ที่ปากเซนี้จะแปลงค่าเงินกันเก่งมาก เร็วกว่าผมซะอีก แต่บางอย่างใช้เงินลาวถูก บางอย่างใช้บาทถูก และบางอย่างใช้เงินลาวเองนั่นแหละถูกสุดครับ เวลาไปเที่ยวเราจึงจะน่าพกเงินเอาไว้หลายๆสกุลเพื่อความสะดวกและประหยัดในการจ่ายเงินครับ อย่างรถที่ผมเช่านี่วันละ 8 US ต่อวันถ้าเป็นเงินไทย 300 บาท ต่อวัน ถ้าเป็นเงินลาว 80,000 กีบ ครับ จะเห็นได้ว่าจ่ายเป็น US ถูกที่สุดในทั้งสามแบบเลยครับ (คำนวน ณ วันที 12 พ.ย 50 เงิน 1 US = 34 บาท และ 1 บาทเท่ากับ 280 กีบ) - คนลาว ที่นี่ทุกคนอัธยาสัยดีมากครับ บางคนจะเขินๆเวลาพูดกับเราก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ทุกคนพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าจะเป็นมิตรมากครับโดยเฉพาะเวลาซื้อของเค้าจะคิดเงินเราถูกกว่าชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ ซึ่งดีกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบาแบบผมมากเลยครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับใครที่จะไปเที่ยวต่อจากนี้นะครับ เสียดายที่เวลามีน้อยไม่งั้นคงจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งและตาดผาส่วมต่อ แต่เวลายังมีครับ ไม่ว่ายังไงผมจะกลับไปที่ปากเซอีกแน่นอนครับ ![]() ![]() ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ครับ ฮิๆ 11/19/2007 ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง)12 พฤศจิกายน 2550
.........เช้าแล้ว......
ผมตื่นมาบนรถทัวร์ชั้น 2 สายกรุงเทพ-อุบลตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ด้วยความจำเป็นและความรั้นของพวกเรา ด้วยความจริงแล้วเช้านี้เราจะต้องอยู่บนรถไฟสายด่วนที่ซื้อไว้ก่อนหน้านั้น 2 วัน แต่พอขึ้นรถเรากลับไม่ได้ที่นั่งเนื่องจากมีคนเมาที่ไหนไม่รู้มานอนเพ้ออยู่ตรงนั้น... เมื่อนายตรวจไม่สามารถพึ่งพาได้ ครั้นจะนอนในห้องน้ำก็ไม่สะดวกพอ ผมจึงตัดสินใจลงที่รังสิตแล้วขึ้นรถทัวร์ก่อนที่ต่อมน้ำตาของคนใกล้ตัวผมจะทะลักออกมาซะก่อน ![]() ยามเช้าที่ยโสธร ท่ารถอุบลให้บรรยากาศไม่ต่างจากหมอชิตที่กรุงเทพเท่าไหร่ที่พอลงจากรถก็มีคนขับรถเหมามาคอยฉุดยื้อลูกค้า แต่ทริปนนี้งบประมาณร่อยหรอไปมากจากการเสียทั้งค่ารถไฟไปฟรีๆและค่ารถชั้น 2 ที่โก่งราคาเรา ผมเองก็พึ่งได้รู้ว่าค่ารถชั้น 2 นั้นแค่ 326 บาท แต่ที่เรามาดันโดนไป 480 บาท เราจึงไม่อาจเสียเงินฟุ่มเฟือยไปมากกว่านี้ได้อีก ![]() บขส. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี รถเข้าสู่ "ปากเซ" ถูกลดเหลือแค่ 2 เที่ยวต่อวันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับผม แม่คุณหญิงเธอก็มัวประทินโฉมอยู่ในห้องน้ำ กว่าเราจะไปทำเรื่องเสร็จยังไม่รู้ว่าจะทันรถรอบ 9 โมงครึ่งหรือปล่าว ผมรีบโบกรถไปศาลากลางจังหวัดอุบลฯเพื่อทำเรื่องขอใบผ่านแดนสู่ สปป. ลาว และทุกอย่างก็เป็นดังที่ผมคาดไว้.... ........เราไปไม่ทันรถรอบ 9 โมง..... ![]() ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างรอรถรอบ 3 โมงครึ่ง ผมเลยเดินเตร็ดเตร่เที่ยวรอบเมืองอุบลค่าเวลาไปพลาง ภาพในจินตาการผมเคยนึกเอาไว้ว่า เมืองอุบลน่าจะเป็นเมืองชายแดนเล็กๆ แต่ที่ไหนได้ที่นี่เจริญยิ่งกว่าจังหวัดปทุมที่เราอยู่ซะอีก ห้างดังๆที่เราชอบช๊อปกันก็มีอยู่มากมาย วนไปวนมาก็แวะมาถ่ายรูปกับเทียนพรรษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความภาคภูมิใจของชาวอุบลราชธานีกันนิดนึง ![]() เทียนพรรษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฆ่าเวลากันรอบอุบลฯ ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นรถ จากเรื่องของ "ลาวเลี้ยวซ้าย ไทยเลี้ยวขวา"ที่จุดประกายผมให้มาที่นี่วันนี้ ความรู้สึกกลับแตกต่าง..ผมมาแบบเอ๋อ แทบจะไร้ทิศทางจริงๆ ข้อมูลคร่ำครึในเว็บไซต์หลายๆอย่างใช้ไดม่ได้อีกต่อไปเมื่อมาถึง ผมหาประตูขึ้นรถไม่เจอ เมื่อจะก้าวขึ้นรถ ขณะที่ยืนงงอยู่นาน คนขับก็เว่ามาแต่ไกลว่าประตูอยู่ทางขวานี้ รถที่เราใช้โดยสารนี้เป็นรถของทางฝั่งลาว จึงออกแบบมาเมื่อวิ่งเลนขวา นี่เองผมถึงได้หาประตูแบบรถไทยไม่เจอ.....โง่จริง ![]() รถ อุบล-ปากเซ ของฝั่งลาว ![]() ด่านช่องเม็ก ตม. ฝั่งไทย 2 ชั่วโมงผ่านไป รถวิ่งมาถึงด่านช่องเม็ก ประตูสู่ฝั่งลาว ใบผ่านด่านของเราถูกปั๊มอย่างรวดเร็วจนผมไม่รู้ว่าเสร็จแล้ว จากเหตุการณ์ในตอนเช้า มาคราวหน้าผมคิดว่าจะทำหนังสือเดินทางมาด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอใครประทินโฉม จนพลาดรถรอบเช้าไปแบบนี้ อย่างไรก็ดี ในที่สุดพวกผมก็ได้เดินข้ามสู่ฝั่งลาวโดยสวัสดิภาพ ![]() ป้ายยินดีต้อนรับของด่านวังเต่า สปป. ลาว ช่องเม็กและด่านวังเต่า เป็นด่านสุดท้ายที่จะเข้าสู่ สปป. ลาว ที่จุดนี้เป็นที่แห่งเดียวที่เราสามารถเดินเท้าเข้าสู่ประเทศลาวได้ เนื่องจากไม่มีแม่น้ำโขงกั้นระหว่างไทยและลาว ตลาด ณ พรมแดนแห่งนี้จึงดูคึกคัก ไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผมกลัวว่ารถที่เรานั่งมาจะหนีไปซะก่อน เลยรีบฉุดคนข้างตัวมาถ่ายรูปก่อนที่เธอจะเดินตะแล๊ดแต๊ดแต๋ไปช๊อปที่ Duty Free ![]() เงินลาว 7 แสนกีบ มาถึงลาวก็มืดแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นไม่หยุดที่เมื่อข้ามเข้ามาสู่ฝั่งลาว เงินที่เรามีเพียงน้อยนิดเมื่อครู่กับกลายเป็นเงินเฉียดล้านทันที และแล้วผมก็ตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อต้องมานั่งนับเงิน แบ่งใช้ว่าอะไรเท่าไหร่ เสียเวลาไปมากกว่าครึ่ง ชม. ที่นี่สามารถใช้เงินได้ 3 สกุล ได้แก่ บาทไทย(BATH) กีบลาว(KIPs) และ US DOLLAR ถ้าจะมาน่าจะมีเงินไว้หลายๆสกุล เพราะบางอย่างเงินลาวถูกกว่าบาท บางอย่างดอลล่าห์ถูกกว่าเงินลาว ![]() ข้าวไข่เจียวจานเท่าบ้าน ผมเดินหาอะไรมาใส่กระเพาะอันว่างเปล่าของผม ขณะที่เดินจูงมือกันไป คุณลุงคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาประมาณว่า "โฮ้ย เด็กสมัยนี้ไม่หลับไม่นอนมาเดินจูงมือกันดึกดื่นกลางค่ำกลางคืน ทุเรศลูกตาจริงๆ" ไอ้ครั้นเขาจะเข้าใจว่าผมเป็นคนลาวก็คงไม่เท่าไหร่ แต่บังเอิญผมดูนาฬิกาผมเวลามันแค่ 2 ทุ่มเท่านั้น มิน่า เวลานี้ถนนถึงช่างเงียบเหงาเสียจริงๆ สุดท้ายเราก็มาเจอร้านแห่งหนึ่งที่มีชาวต่างชาตินั่งอยู่เต็ม ผมสั่งข้าวไข่เจียวที่น้องๆบอกว่าแพงที่สุดมาชิมซะหน่อย แต่ด้วยราคา 12000 กีบ ไม่แปลกเลยที่จะได้ไข่ 3 ฟอง พร้อมกับข้าวจานขนาดเท่าฝาชีขนาดเล็กที่บ้านผม แน่นอน ผมกินไม่หมด = =" เมื่อถึงตอนเรียกเก็บเงิน สาวน้อยคนหนึ่งก็เดินมาพร้อม Speak เสียงชัดแจ๋วว่า "ว๊อท อาร์ ยู อีท" ผมก็สาธยายไปตามที่กิน จนมาตายตรงข้าวผัดแปลกๆที่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี ก็เลยบอกน้องเค้าไปว่า "ไข่เจียว กะข้าวผัดอะครับ" น้องเค้าก็เลยตะโกนลั่น "อ้าว คนไทยหรือคะ" ครับคนไทยครับน้อง หน้าก็ไม่ได้กระเดียดไปทางยุโรปเท่าไหร่ สุดท้ายน้องเค้าก็บอกว่าเค้านึกว่าเราเป็นคนเกาหลีมาเที่ยวครับ และที่ผมประทบใจอย่างมากก็คือ พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย ราคาที่ขายให้เราก็ลดลง ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าลดให้เราแค่ร้านนี้ แต่หลังจากใช้ชีวิตตลอด 24 ชม. ในลาว ก็เลยรู้ว่าถ้าเป็นคนไทยเค้าจะลดราคาให้เท่ากับที่ขายคนลาวด้วยกันครับ ซึ้งจริงๆ T-T .....โปรดติดตามตอนต่อไปขอรับ..... |
|
|