Sorajarot's profile"Espazs" The great.PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    1/8/2008

    ประจงบคีรีขันธ์......(ที่นี่ไม่ได้มีแค่หัวหิน หรือ อ่าวมะนาว)

    สวัสดีปีใหม่ครับ ปีใหม่นี้ได้ไปเที่ยวที่ไหนกันมามั่งครับ ผมเองเป็นคนนึงที่ได้มีโอกาสเที่ยวในวันหยุดยาวๆ และแน่นอนก็ต้องถ่ายรูปมาให้ทุกๆท่านได้ชมกันเช่นเคยครับผม ^^

    หลายๆคนที่เคยไปเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ คงจะได้เคยไปที่หัวหิน อ่าวมะนาว เขาช่องกระจกกันมาบ้างแล้วสินะครับ แต่จริงๆแล้วประจวบคีรีขันธ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ยาวที่สุดและเป็นประตูสู่ภาคใต้นั้นมีที่เที่ยวอีกเยอะแยะเลยครับ


    ผมตีตั๋วรถจากสายใต้ใหม่ 2 (เพราะสายใต้ใหม่อันเก่าเลิกใช้แล้วครับเลยเรียกสายใต้ใหม่ 2 555+) ตอนเย็นไปถึงที่ประจวบก็ราวเที่ยงคืนกว่าๆพอดีครับ คราวนี้โชคดีที่ได้พักฟรีเพราะเป็นจังหวัดบ้านแฟนผมเอง แหะๆ ประหยัดจริงๆทริปนี้หลังจากเก็บข้างเก็บของเรียบร้อยแล้วผมก็พักผ่อนนอนหลับอย่างลุ้นระทึกเมื่อนึกถึงสถานที่ที่จะไปในวันรุ่งขึ้นครับ


    พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

    ตื่นมาอย่างสดใสในยามเช้า ผมชอบอากาศของต่างจังหวัดจริงๆครับ มาแล้วไม่อยากกลับไปเผชิญกับควันพิษที่สีลมอีกเลย งานนนี้ผมมีเสบียงเป็นหมูเค็มกับข้าวเหนียวที่เตรียมไว้มากินด้วยครับ นั่งรถพ้นจากตัวจังหวัดไม่ถึงครึ่ง ชม. พอถึงบ้านกรูดปั๊บ ก็จะเจอป้ายบอกทางเข้าพระมหาธาตุอยู่ด้านหน้าแล้วครับ และที่นี่จะเป็นที่แรกที่จะสร้างความเป็นศิริมงคลและความประทับใจของผมในปีใหม่นี้ครับ

    Image

    Image

    แค่ทางขึ้นวัดก็สวยแล้วครับ พอผมเห็นแล้วก็อดใจไม่ได้ที่จะหยุดถ่ายรูปก่อนระหว่างที่คนอื่นกำลังเดินขึ้่นมาเรื่อยๆ ผมทราบมาว่าที่นี่พึ่งจะเปิดมาไม่กี่ปี โดยสมเด็จพระเด็จรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จมาทำพิธีเปิดพระมหาธาตุแห่งนี้ด้วยพระองค์เองครับ

    Image

    พอขึ้นมาถึงด้านบนวัดก็พบว่าที่นี่ยังดูใหม่และสวยงามมากเลยจริงๆ สีทองสุกใสอร่ามน่าประทับใจเป็นยิ่งนัก ไม่เสียดายที่ลงทุนปีนขึ้นมาชมความงามที่นี่เลยครับ (ผมลืมบอกไปว่าก่อนถึงตัววัดจะมีทางลาดขึ้นไป ซึ่งหากมีผู้สูงอายุก็มีจุดพักระหว่างทางให้นั่งพีกก่อนด้วยนะครับ)

    Image

    หอระฆังด้านข้างของพระอุโบสถครับ ผมไม่ได้ปรับรูปให้ตรงนะครับต้องขอโทษทุกท่านด้วย เพราะหากผม Crop รูป มันจะเสียรอบๆซึ่งผมเสียดายครับ

    Image

    รอบๆช่องหน้าต่างทุกช่องจะมีพระพุทธรูปอยู่ครับ วัดนี้อยู่บนเขาที่ติดกับทะเล สีของท้องฟ้าจึงสดใสตัดกับสีขององค์พระ สวยดีครับ

    Image

    เดินไปรอบๆแล้วผมเลยมาเตรียมเข้าตัวพระอุโบสถครับ ถ่ายรูปนี้ไว้อีกรูปนึงให้เห็นความงามของพุทธสถานแห่งนี้ครับ

    Image

    Image

    ที่วัดแห่งนี้ผมสังเกตได้อย่างนึง (เป็นการคาดเดาของผมนะครับถ้าผิดของอภัยด้วย) คือ เวลาที่ผมเดินไปรอบๆ จะมีที่ตั้งพระประธานอยู่ 4 มุม แต่ละมุมจะมีพระพุทธรูป 1 ปาง ครับ ผมวนไปครบแล้วก็เห็นว่าแต่และมุมมีปางไม่ซ้ำกันเลย ดังที่เป็นในรูปเป็น 2 ปาง จาก 2 มุมของอุโบสถแห่งนี้ครับ

    Image

    ประตูวัดยังสวยเลยครับคิดดู หุๆ

    Image

    ตรงนี้เป็นระเบียงด้านนอกครับซึ่งเราสามารถใช้วนไปยังฝั่งอื่นๆของอุโบสถได้ มองด้านล่างเห็นสวนมะพร้าวเต็มพรึ่บไปหมดเลยครับ เพราะฝั่งนั้นเป็นทับสะแก จังหวัดที่มีมะพร้าวทับสะแกผลไม้ชื่อดังอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดประจวบฯครับ

    Image

    Image

    ด้านในก็มีพระพุทธรูปและกระจกสีประดับแสดงตำนานต่างๆในพุทธศาสนาครับ สวยได้ใจจริงๆ แต่นึกไปนึกมาผมมัวแต่ถ่ายรูปอย่างเดียว ไม่ได้กราบนมัสการองค์พระเลย เข้าไปด้านในไปกราบพระกับผมกันดีกว่าครับ

    Image

    Image

    พระพุทธรูปองค์นี้สวยที่สุดเท่าที่ผมมองในทุกมุมครับ หลังจากกราบนมัสการท่านแล้วผมก็เตรียมไปนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของที่นี่ครับ

    Image

    Image

    ว่ากันว่าที่นี่หากใครมาบนขอพรไว้แล้วแก้บนด้วยการจุดประทัดจะสมความปรารถนาครับ ผมถึงได้ยินเสียงประทัดตลอดเวลาที่เข้ามาถึงตัววัด แต่เวลบาที่เข้าไปในพระอุโบสถทำไมถึงไม่ได้ยินเลยก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ตรงนี้จะมีที่พักและจุดขายน้ำและของฝาก มาเจอเจ้าหมาน้อยตัวนี้เข้าพอดีกะลังหลับสบายบนลูกมะพร้าวเผาเลยครับ แต่สบายได้ไม่นานก็มีลูกค้ามาซื้อมาพร้าวไป มันก็เดินหน้ามุ่ยไปที่อื่นเลย 555+ น่ารักจัง ^^

    หลังจากนมัสการท่านเสร็จแล้ว พวกผมก็เดินทางต่อไปยังหาดที่สวยงามอีกหาดนึงที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้จัก และเป็นหาดที่น้ำใส คลื่นน้อยอีกที่นึง ซึ่งหากพูดถึงความสวยงามนั้น ไมแพ้หัวหินหรืออ่าวมะนาวเลยครับ และที่สำคัญหากมาที่นี่ เราจะได้ครบทุกอารมณ์ของทะเลแน่นอนครับ ^^

    ชายหาดบ่อทองหลาง

    Image

    มาถึงปั๊บผมแทบจะร้อง โอ๊ววว เลยครับ เพราะน้ำที่นี่ใสสุดๆจริงๆ !! ขนาดผมลงไปครึ่งตัวแล้วยังมองเห็นเท้าผมอยู่เลยครับ แถมปลาก็เยอะด้วย มีฝรั่งมาดำน้าตื้นกันหลายคน แถมที่นี่ยังมีบานานาโบ๊ทสำหรับคนที่ชอบอีกด้วยครับ

    Image
    ที่จอดรถมีที่เยอะแยะครับเลือกจอดกันตามสบาย

    Image
    คนมาเล่นน้ำไม่เยอะครับ สาเหตุนึงคงเพราะไม่ค่อยมีใครรู้จัก

    ที่นี่มีคนไม่มากนักครับ แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้หาดแห่งนี้ยังคงสะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างนี้ ถ้าเป็นหาดที่คนมากๆ คงจะสกปรกและเต็มไปด้วยขยะไปแล้วครับ

    Image

    Image
    ใครก็ไม่รู้ครับผมแอบถ่ายมา ฮิๆ

    เดินๆมาอีกมุมนึงสำหรับผู้ที่ชอบตกปลามุมนี้น่าจะเหมาะนะครับเพราะน้ำจะลึกกว่ามาก แต่..ถ้าตกไปตายแน่ครับเพราะคลื่นแรงสุดๆ ต่างกับตรงหาดที่มีคลื่นน้อยมาก คงเพราะมีเกาะกั้นตรงกลางเลยบังคลื่นไปได้เยอะแหละครับ

    Image

    Image

    มีครอบครัวมาถ่ายรูปกันที่มุมนี้ด้วย จริงๆวิวตรงนี้สวยมากนะครับ เพราะมีฉากหลังเป็นโขดหินกับเกาะที่อยู่ไกลออกไป แต่เสี่ยงกะคลื่นลมนิดหน่อย

    Image

    Image

    Image

    ด้านล่างนี่จริงๆไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ ผมเห็นว่า Pattern มันสวยดีเลยถ่ายเก็บไว้ครับ

    Image

    ผมเดินถ่ายรูปไปร่วมร้อยรูป แฟนผมก็ยังเล่นนน้ำไม่เสร็จครับ เลยถ่ายมุมนี้เก็บไว้ สวยไปอีกแบบ ใครมาที่นี่จะถ่ายมุมนี้ก็ไม่สงวนลิขสิทธ์นะครับ ^^

    Image

    เล่นไปเล่นมาเย็นพอดีครับ ผมก็เริ่มจะหิวๆแล้ว ท้องก็เริ่มแสบด้วย ผมเป็นแผลในลำไส้อยู่ครับ เป็นๆหายๆ ไม่หายขาดซะทีเสาร์ที่ 5 ที่จะถึงนี้หมอก็นัดผมส่องกล้องตรวจแล้วครับ กลัวจะเป็นมะเร็งเอา แต่ตอนนี้สงสัยพอไปถึงตัวเมืองต้องหาอะไรรองท้องกันบ้างแล้วล่ะครับ

    Image

    ตลาดโต้รุ่งหน้าอำเภอเมือง

    ใครท้องหิวในยามค่ำคืนต้องมาแวะที่นี่ครับ "ตลาดโต้รุ่ง" ของกินเพียบ งานนนี้ผมอัดรูปล้วนเลยนะครับไม่ต้องอธิบายไรมาก เอารูปยั่วให้หิวกันหน่อยดีกว่า 555++

    Image

    Image

    Image

    Image

    Image

    Image

    Image

    Image

    Image

    เสียดายที่เวลาเที่ยวผมน้อยซะเหลือเกิน พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว แต่ยังไม่วายก่อนกลับ ผมต้องไปถ่ายรูปอีกที่นึงที่ยังไงๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปก่อนกลับ ในฤดูที่แสงสวยเหมาะแก่การถ่ายรูปที่สุดให้ได้ครับ

    วันรุ่งขึ้นอากาศสดใสอีกเช่นเคยครับ ผมตื่นมาแต่เช้าตรู่เพื่อมาเก็บบรรยากาศและอากาศดีๆในยามเช้าครับ

    Image

    เจ้าวัวตัวนี้หน้าตากวนดีครับ ทำหน้าสงสัยกะหาเรื่องตอนที่ผมไปถ่ายรูปมัน

    Image

    พอตกเย็นซักบ่าย 3 ผมก็ขี่มอเตอร์ไซด์ตะลอนไปที่ที่ผมต้องไปให้ได้ในวันนี้ครับ


    อ่างเก็บน้ำอ่าวน้อย

    Image

    มาถึงบรรยากาศก็กำลังได้ที่พอดีครับ หลายคนมานั่งตกปลากันสบายๆในยามเย็น บ้างก็ทำมาหากิน กันตามประสา วิถีชีวิตแบบนี้ผมละชอบจริงๆเลยครับ

    Image

    Image

    อ่างเก็บน้ำที่นี่เวลาที่น้ำลดจะสามารถลงไปถ่ายรูปตกประตูน้ำได้ครับ ซึ่งผมเองก็เคยลงไปเหมือนกัน แต่ในตอนนี้ถ้าจะลงไปต้องย่ำน้ำตรงปากทางไปครับ ผมขี้เกียจจะเปียกครับ โดยเฉพาะในเวลาหนาวๆแบบนี้ ขอถ่ายเฉพาะด้านนอกให้ทุกคนได้ดูแล้วกันนะครับ

    Image

    Image

    Image

    แนวอ่างเก็บน้ำยาวมากเลยครับ ใครอยากหาวิวสวยๆแปลกตาไม่เหมือนใครก็มาถ่ายรูปกันที่นี่ได้ครับ

    Image

    Image
    แฟนผมก็ถ่ายด้วยครับมุมนี้ หน้าตาไม่ดีแต่บรรยากาศช่วยได้นิดหน่อยครับ 555+

    เจอไข่หอยเชอรี่ครับ ที่นี่เยอะแยะเต็มไปหมด ผมก็เลยถ่ายมาซะ มุมสะท้อนกับน้ำแบบนี้ก็สวยนะครับ ผมลองให้แฟนผมถ่ายผมแบบนี้มั่งแต่คุณเธอถ่ายมาไม่เวิคครับเลยไม่เอามาโพส เหอะๆ

    Image

    Image

    ใครยังไม่เคยมาก็ลองมาดูนะครับ ยังมีมุมสวยๆอีกเยอะแต่ฝีมือผมไม่ถึงครับ กลัวถ่ายมาแล้วจะหาว่าที่นี่ไม่สวย แต่น้อยๆ หากมาถึงที่นี่แล้ว มานั่งเอาเท้าแช่น้ำ ชมบรรยากาศยามเย็นก็ชื่นใจแล้วครับ

    Image

    Image

    จบแล้วครับทริปนี้ ใครที่เคยคิดว่าที่เที่ยวสวยๆในประจวบฯมีแค่หัวหินกับอ่าวมะนาว ก็คิดใหม่ได้แล้วนะครับ ลองไปสัมผัสสถานทีี่ที่คุณไม่เคยไปดูแล้วจะรู้ว่าสถานที่ดีๆ ยังมีซ่อนอยู่ในประจวบอีกเยอะครับ ^^

    Image

    .......................................

    12/26/2007

    เดินถ่ายภาพกับอารมณ์เหงาๆ....(หรือรวมรูปแมวแถวบ้านหว่า ?)

     
    วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าทุกวัน แสงอาทิตย์ส่องลอดผ้าม่านหน้าต่างมาลงที่หน้าผมพอดี
    ตื่นมาวันนี้ก็ไม่เจอใคร คงเป็นเพราะผมไปทำงานได้สายกว่าคนอื่นนั่นแหละ
    ล้างหน้า กินข้าวเสร็จแล้ว เลยสะพายกล้องเดินหามุมสวยๆถ่ายรูปเล่นคนเดียว


    Image

    ผมเดินวนๆอยู่ในบ้านตัวเอง ทั้งๆที่ก็ไม่ได้กว้างอะไร สายตาก็มองไปเห็นแมวตัวนึง มันจ้องผมสักพักคงจะสงสัยว่าผมทำอะไรอยู่ สักพักมันก็หลับตาพริ้ม อาบแดดสบายใจเฉิบ เฮ่อ... น่าอิจฉาจริงๆ

    Image

    Image

    มองเหลือบไปบนหลังคาอีกฟากนึง เห็นกระถางต้นไม้เก่าๆแขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันแขวนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ท่าทางจะเหมาะกับความรู้สึกเหงาๆแบบนี้ดี นี่เองกระมัง ความรู้สึกของอะไรบางอย่างที่ถูกลืม

    Image

    จริงๆผมอยากถ่ายอะไรเยอะกว่านี้อะนะ แต่ท่าทางจะกลายเป็นว่าผมถ่ายภาพรวมแมวๆแถวบ้านซะแล้ว เพราะนายแบบ นางแบบเหมียวๆ เดินมาให้ถ่ายรูปกันเยอะซะจริงๆ ตัวนี้เดินมาเล็มหญ้าอะไรไม่รู้ที่ขึ้นหน้าบ้านผมครับ ได้จังหวะสบตากันพอดี

    Image

    ต้นมะขามบ้านคนอื่นกำลังเล่นแสงแดดอันอบอุ่น จริงๆบ้านผมก็เคยมีต้นมะขามต้นใหญ่อายุกว่า 20 ปี แต่พ่อผมดันโค่นมันซะงั้น เฮ่อ ไม่น่าเลย

    Image

    อันนี้ก็ดอกอะไรไม่รู้ กำลังเป็นดอกตูม ใครรู้ช่วยโพสบอกทีนะครับ

    Image

    สุดท้ายพอไม่รู้จะถ่ายอะไร เลยเตรียมตัวจะไปทำงาน ก็เจอเพื่อนข้างบ้านกำลังวิ่งไล่จับลูกแมวอยู่ ผมเลยขอให้ช่วยจับมาถ่ายรูปซักแชะนึงครับ

    Image


    หมดแล้วครับ งวดนี้รูปน้อยไปหน่อย เพราะถ่ายด้วยอารมณ์เหงาๆ ในโลกส่วนตัว ก่อนเผชิญโลกแห่งความจริงอีก 1 วันครับ
    .........................................
     
    อย่าบืมติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ www.barekadindern.com นะครับ
    12/21/2007

    แบะกะดินเดินดอทคอม..(เราจะไม่ทิ้งความฝันเอาไว้เพียงในใจ)

    ท่องเที่ยวสบายๆแบบคนเดินดิน แบกะดินเดิน..

    ผมเปิดเว็บใหม่มาสนองตัณหาความอยากเที่ยวของตัวเองเว็บหนึ่งครับ

    บอกตรงๆว่าแนวคิดเว็บนี้เป็นของเพื่อนคนหนึ่งแต่ถูกเก็บไว้ ผมเลยคิดว่าถ้าไม่เอามาใช้ ใจ แรง และเงินที่เสียไป จะเปล่าประโยชน์

    เลยมากลายมาเป็น "แบกะดินเดินดอทคอม" นี่แหละครับ

    คลิกที่ภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ครับ

    11/30/2007

    ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนจบ)

    13 พฤศจิกายน 2550 (ช่วงบ่าย)

    เครื่องดื่มเกลือแร่อิมพอร์ตจากไทยที่มีมาขายถึงยอดเขาวัดภูนี้ครับ


    วิหารที่เคยบรรจุศิวลึงค์ตอนนี้บรรจุพระประธานไว้ครับ

    ที่สุดแล้ว ผมก็ขึ้นมาถึงจนได้ครับ แฮ่ก.. แฮ่ก..
    มาถึงปั๊บผมมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น นอเสียจากร้านขายเครื่องดื่มและผ้าเย็นที่อยู่ตรงหน้า
    แรงที่จะเหือดหายผนวกกันส่งออกมาประหนึ่งเป็นแรงฮึดพาผมพุ่งตรงไปยังร้านนั้นทันที
    ตอนแรกผมกำลังคิดอยู่ว่าเหงื่อแตกพลั่กแบบนี้ ถ้ามีเครื่องดื่มเกลือแร่ยอดที่ฮิตที่ขายอยู่ที่ไทยคงจะดีไม่น้อย
    ......ปรากฏว่ามีจริงๆซะด้วยสิครับ.....
    หลังจากหายเหนื่อย ตาที่เคยพร่ามัวก็เริ่มใสขึ้นพลัน ผมก็เริ่มสอดส่ายมองหาสิ่งที่อยู่ข้างบนนี้และแล้วผมก็ได้พบกับวิหารขอม
    ซึ่งในอดีตว่ากันว่าเคยบรรจุศิวลึงค์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวัดภูขึ้นที่นี่ครับ



    ทิวทัศน์จากบนวิหารเมื่อมองมาเบื้องล่าง ไม่แปลกใจเลยที่ผมเห็นภาพมุมนี้จากแทบทุกคนที่มาเที่ยวที่นี่


    พระประธานที่อยู่ในวิหาร

    เดินมาด้านข้างอีกหน่อย ผมเห็นภาพที่ตรึงใจผมมาจนถึงตอนนี้ วิหารแห่งวัดภูเบื้องล่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม
    พาใจจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่และผ่านมานับพันๆปี ภาพที่ผู้คนกำลังประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
    วิหารที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนสภาพเป็นเทวสถานที่น่าเกรงขาม เสียงสวดบูชาองค์ศิวะเจ้าดังไปทั่วอาณาบริเวณ
    ขณะที่พิธีกรรมกำลังดำเนินไปในภวังค์ของผม ลีกับภรรยาก็มาเรียกให้ไปถ่ายรูปให้ที่ด้านหลัง และแล้วทุกอย่างก็คืนกลับสู่ปัจจุบัน
    ณ เวลาที่ที่นี่เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งสำหรับชาวต่างชาติมาสัมผัสกลิ่นไอของบรรยากาศเมื่อหลายพันปีก่อนเท่านั้น



    ทวารบารที่ยังคงเฝ้าประตูวิหารอย่างเงียบสงบ


    ลีถามผมว่าจะขึ้นไปอีกไหม นี่คือหน้าของผมตอนกำลังจะตอบครับ


    ผมยังคงเดินตระเวนถ่ายรูปอีกหลายแห่งรอบๆวิหารพระประธาน ขณะที่ไปหยุดตรงธารน้ำตกเล็กๆให้ได้ล้างหน้าจนเย็นชื่นใจแล้ว
    ผมก็พบว่าตรงจุดนี้ยังไม่ใช่ยอดที่สุดของเขาวัดภู แต่ยังสามารถขึ้นไปได้อีกเพื่อไปชมอีกส่วนหนึ่งของวิหาร
    ลีหันมาถามผม "Do you wanna go there ?"(จะขึ้นไปข้างบนหรือเปล่า) ผมหันขึ้นไปมองเหงืื่อไหลซิกๆ ก็ข้างบนมันไม่มีบันไดอีกแล้วเนื่องจากพังลงมาหมด
    ถ้าจะขึ้นงานนี้คงต้องสวมวิญญาณลิงกับขึ้นไปอย่างเดียว "I'm thinking. Or you wanna go ?" (กำลังกำลังคิดอยู่ครับ หรือคุณจะขึ้นไปเหรอ?)
    "Nop, But if you go I will wait here." ลีพูดประมาณว่า"ไม่ขึ้น ข้ากะลังจะบอกเอ็งว่าเอ็งจะขึ้นก็ขึ้นไปเหอะ ข้าไม่ไหวแล้ว" ประมาณนั้น..


    หินช้าง 1 ใน 3 ไฮไลท์บนวิหารแห่งนี้


    หินจระเข้สำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ ใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ถือว่ายังไม่ได้มาที่นี่ครับ


    ต่างคนต่างไม่ขึ้น พวกผมเลยพยายามควานหา "หินจระเข้" ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ หลายคนที่มาเคยพูดไว้ว่า
    ถ้าขึ้นมาบนเขานี้แล้วยังไม่ได้ถ่ายภาพกับหินสลักรูปสัตว์ถือว่ายังขึ้นมาไม่ถึง พวกผมกับพวกลี 4 คนเลยพยายามควานหากันยกใหญ่
    สุดท้ายอาศัยสัญชาติดั้งเดิมของภรรยาลีเว่าลาวถามคนบ้านเดิมก็ได้รับคำตอบจนพวกเราได้ถ่ายรูปกับหินจระเข้สมใจ
    ที่ลานแห่งนี้ดูเหมือนจะมีหินก้อนใหญ่ๆกองเกลื่อนกลาดไปหมด แต่ถ้าดูดีๆแล้ว หินทุกๆก้อนถูกแกะสลักทั้งนั้น
    ทำให้เรารู้ว่าแม้วันนี้มันจะเป็นเพียงเหล่าหินที่ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่ออดีตกาลมันอาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรก็เป็นได้


    เหลียวมองวัดภูอีกครั้งก่อนออกเดินทาง


    เมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล


    ขาลงใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ของขาขึ้น ประหนึ่งโดลงมาจากข้างบน ผมเหลียวหลังมองวิหารด้านล่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับ
    ยังหวนนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไปในสถานที่แห่งนี้ เสียงบูชาแห่งศรัทธายังคงก้องกังวาลในมโนนึก
    ก่อนที่ความขลังของอิฐแต่ละก้อนจะค่อยๆห่างออกไปทีละก้าวๆ ผมทำได้แค่เพียงบอกกับตัวเองในใจเท่านั้นว่า....
    ....ซักวันนึงผมจะกลับมา.....
     
     

    ฟ้าครึ้มมาแต่ไกล พันท้ายเรือชาวเวียดนามของเราคะเนสถานการ์ก่อนพาลูกค้าไปเสี่ยง



    เรือโดยสารขากลับของเรา


    .....ยิ่งนานฟ้ายิ่งครึ้ม.....
    พวกผมยังคงรอคอยนายเรือของเราคะเนสถานการณ์ก่่อนที่จะพาลูกค้าลงเรือ หลังจากที่มั่นใจว่ายังไงก็ไปถึงก่อนตัวเปียกพวกเราก็ลงเรือกัน
    ด้วยอารมณ์หวาดหวั่นเล็กน้อย ไม่ให้หวั่งได้ยังไง ก็ทั้งกล้องทั้งอะไรต่อมิอะไรอยู่กับตัวทั้งหมด ไหนจะกลัวตกน้ำเป็นอาหารปลาอีก - -
    ด้วยความมั่นใจในฝีมือของพันท้ายของเรา (และเวลาอันน้อยนิดที่เหลือก่อนที่รถรอบสุดท้ายจะออกและเราอาจจะต้องนอนปากเซอีกคืน)



    ท่านั่งแบบสบายใจเฉิบขอรับ


    ลีขึ้นมาเป็นรอบที่สองก็ยังไม่หายกลัว


    เรือกำลังออกจากท่า พร้อมๆกับเมฆที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมก็ห่วงกล้องทั้ง 2 ตัวที่ติดมา
    ส่วนลีนี่ไม่ต้องพูดถึง ดูท่าทางเค้ายังไม่ค่อยวางใจกับเรือไม้กระดานพาดลำนี้เท่าไหร่ ตั้งแต่ขึ้นตอนขามาแล้ว
    ขากลับนี้ผมหาที่นั่งเหมาะๆกับตัวเองได้ เอามือวักน้ำเล่นไปพลาง ชมความยิ่งใหญ่ของลำโขงไปพลางมันช่างแสนสุขเสียจริงๆ



    คิวรถเมืองปากเซครับ


    รอบขากลับนี้เรากลับด้วยรถไทยครับ


    ทันทีที่ถึงฝั่งสิ่งที่เรากลัวก็เป็นจริงจนได้ ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
    พวกผมลาลีและภรรยาด้วยคำส่งท้ายที่หวังว่าจะได้พบกันที่กรุงเทพฯ เพราะเขากับภรรยาจะมาที่ไทยต่อครับ
    ผมอยากจะรีบบึ่งไปให้เร็วทันใจที่วิ่งปร๊าดไปถึงท่ารถแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอกับการขับรถเลนขวาของชาวลาวเท่าไหร่
    แต่ในที่สุดแล้ว รถเข้าสู่อุบลยังคงจอดรอเราอยู่ที่ท่ารถ ผผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่จะหาอะไรกินอีกซักมื้อก่อนกลับ



    ร้านอาหารด้านหน้าคิวรถ


    จนถึงตรงนี้ก็ยังมีเบียร์ลาวให้กินครับ


    จนแล้วจนรอดกระทั่งมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่ง....
    ...ไข่เจียวครับ และอีกอย่างที่แน่นอนสุดก็คิอข้าวผัด ข้าวที่นี่ผมสังเกตตั้งกะกินมื้อแรกแล้วว่า ขาวจะหนึบๆ
    แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวนะครับ เป็นข้าวเจ้านี่แหละ แต่เคี้ยวแล้วมันไม่ได้นิ่มแบบข้าวเจ้าไทยซะทีเดียว และพอเอามาทำข้าวผัดผมก็ชอบซะจริงๆ
    มือนี้มีแนมด้วยต้มยำปลามาซดให้ชื่นใจกันอีกซักชาม ก่อนจ่ายเงิน ผมเดินไปถามเรื่องเบียร์ลาวก่อนจะกลับ
    เพราะสัญญากับคุณ bvindicate ไว้ว่าจะซื้อมาฝาก ตอนที่ผมมาคราวแรก ขนาดหมูหยองเค้ายังไม่ให้เอาเข้าประเทศ ผมเลยต้องถามให้แน่ใจก่อน
    ไม่งั้นจะเสียเงินที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ไปฟรีๆ แถม ATM ที่นี่ผมก็หาไม่เจอไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังจากถามกันอยู่สารพัดภาษาน้องเจ้าของร้านเค้าก็ตอบผมกลับมาว่า
    "เสี่ยง" คำเดียวสั้นๆแต่มีความหมายถึงสวัสดิภาพในการเดินทางกลับของผม ผมเลยตัดสินใจไม่ซื้อแล้วหันไปซื้อเป็บซี่กับมิรินด้า
    ที่มีฉลากเป็นภาษาลาวกลับมาแทนครับ


    รถชั้น VIP ของนครชัยแอร์


    มาอย่างยาจกแต่กลับอย่างราชาเป็นจริงได้ครับ เพราะทริปนี้เราใช้เงินในลาวไปน้อยซะเหลือเกิน
    กลับมาพอแลกเงินผมยังเหลืออยู่อีกหลายร้อยพอที่จะนั่งรถ VIP หรูๆกลับบ้านได้สบายแฮ
    บนรถพอขึ้นปั๊บผมรีบหันไปกดปุ่มเบาะนวดอัติโนมัติทันที ไม่นานพนักงานก็มาแจกน้ำแจกขนมซะ 4 รอบ เอาซะอิ่มแย่
    ก่อนที่จะหลับกลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพอย่างมีความสุขครับ..

    เกร็ดเล็กๆน้อยๆในการเที่ยวปากเซ

    หลังจากไปเที่ยวแบบคลำทางในลาวของผมทำให้ผมได้ประสบการ์กับการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตมาหลายอย่าง และสิ่งต่อไปนี้เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่อยากจะทิ้งไว้ให้เผื่อใครจะไปทีหลังครับ

    - อาหารในปากเซ อาหารในปากเซตามร้านตามสั่งมีเหมือนกันในไทยแทบจะทุกอย่างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่เจียวที่ผมชอบมาก ใส่สารพักผัก ทั้งข้าวโพด หอมแดง มะเขือเทศ ต้นหอม ผักชี ดูทรงเครื่องดีจริงๆ ผมไปกินไข่เจียวทั้งในทั้งนอกโรงแรมจะมีคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกันหมดครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ ขนมหวานตามรถเข็นในลาว รถชาติจะไม่ออกหวานมันเค็มแบบไทยนะครับ จะติดหวานแค่ปะแล่มๆแค่นั้น แต่อร่อยไปอีกแบบครับ อ้อ ใครอยากจะกินส้มตำที่ลาวอย่าไปสั่งตำไทยเชียวครับ เค้างง ไม่มีส้มตำหวานๆให้กินนะครับ ส่วนเครื่องที่กินกับส้มตำที่นี่เค้ามีจำพวกหมูย่างหลายแบบที่ผมชอบสุดคงจะเป็นหัวใจหมูย่างครับ หากินไม่ได้ที่ไทยจริงๆ ^^

    - ที่พักในปากเซ ที่พักมีหลายระดับตามงบประมาณเลยครับ ผมเดินๆดูมีตั้งแต่ราคา 200 บาทไปจนถึงนอนวังในราคา 1200 บาท แต่ก็ดูให้ดีๆหน่อยนะครับ ผมคุยกับลีแล้วเค้านอนที่พักราคา 300 บาท ในปากเซเหมือนกัน แต่ไม่ประทับใจในเรื่องของความสะอาดเลย ส่วนผมนอนในราคา 700 บาทซึ่งเป็นห้องระดับกลางของโรงแรมที่ผมพัก อารมณ์คนละอย่างเลยนะครับ ถ้าจะสั่งอาหารในโรงแรมดูเวลาครัวปิดด้วยนะครับ ที่นี่ครัวปิดเป็นเวลาไม่เปิดตลอด 24 ชม. แบบไทยครับ

    - การเดินทางในปากเซ ถ้าใครชอบใช้บริการของทัวร์ที่นี่รถโดยสารทุกคันที่เรานั่งสามารถพาเราไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจำปาสักได้ทันทีครับ ส่วนราคาก็สามารถต่อรองกันได้ ตอนที่ผมไปมีพี่ใจดีคนหนึ่งชื่อ "หลุ่ย" พาเรามายังที่พักและเสนอบริการพาไปเที่ยว 3 น้ำตกและวัดภู ในราคา 1,500 บาทครับ แต่ผมอยากจะเที่ยวเองมากกว่าเลยปฏิเสธไป ถ้าเงินน้อยอีกวิธีที่แนะนำคือเช่าเรถแล้วขับไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเองครับ เหมือนอย่างที่ผมเช่ามอเตอร์ไซด์หรือรถจักรไปเที่ยววัดภูนั่นแหละครับ

    - การจับจ่ายในลาว ที่นี่ใช้เงินได้ 3 สกุล คือ บาท ดอลล่าห์สหรัฐ แล้วก็กีบของลาวครับ ซึ่งชาวลาวที่อยู่ที่ปากเซนี้จะแปลงค่าเงินกันเก่งมาก เร็วกว่าผมซะอีก แต่บางอย่างใช้เงินลาวถูก บางอย่างใช้บาทถูก และบางอย่างใช้เงินลาวเองนั่นแหละถูกสุดครับ เวลาไปเที่ยวเราจึงจะน่าพกเงินเอาไว้หลายๆสกุลเพื่อความสะดวกและประหยัดในการจ่ายเงินครับ อย่างรถที่ผมเช่านี่วันละ 8 US ต่อวันถ้าเป็นเงินไทย 300 บาท ต่อวัน ถ้าเป็นเงินลาว 80,000 กีบ ครับ จะเห็นได้ว่าจ่ายเป็น US ถูกที่สุดในทั้งสามแบบเลยครับ (คำนวน ณ วันที 12 พ.ย 50 เงิน 1 US = 34 บาท และ 1 บาทเท่ากับ 280 กีบ)

    - คนลาว ที่นี่ทุกคนอัธยาสัยดีมากครับ บางคนจะเขินๆเวลาพูดกับเราก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ทุกคนพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าจะเป็นมิตรมากครับโดยเฉพาะเวลาซื้อของเค้าจะคิดเงินเราถูกกว่าชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ ซึ่งดีกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบาแบบผมมากเลยครับ


    หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับใครที่จะไปเที่ยวต่อจากนี้นะครับ เสียดายที่เวลามีน้อยไม่งั้นคงจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งและตาดผาส่วมต่อ แต่เวลายังมีครับ ไม่ว่ายังไงผมจะกลับไปที่ปากเซอีกแน่นอนครับ ยิ้มเท่ห์



    ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ครับ ฮิๆ

    11/21/2007

    ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนที่ 2)

    13 พฤศจิกายน 2550


    ป้ายทะเบียนรถจักรแขวงจำปาสัก



    แฮคซัง มาจากคำว่า แฮชเซิล ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันของฝรั่งเศส

    เช้าวันรุ่งขึ้น...ผมแปลกใจกับความแจ่มใสของตัวเองทั้งๆที่เมื่อคืนซัดเบียร์ลาวเข้าไปขวดใหญ่
    โดยปกติผมเป็นคนคออ่อนมากอยู่แล้ว เหล้าแก้วเดียวอาจทำให้ผมมึนต่อไปได้อีกเป็นวันๆ
    แต่เบียร์ลาวไม่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย นี่เองกระมังที่ทำให้เบียร์ลาวเป็นเบียร์ที่ดีที่สุุดในระแวกนี้
    ผมตัดสินใจเช่า "รถจักร" มาคันหนึ่งเพื่อตระเวนชมบรรยากาศยามเช้าริมฝั่งโขง ทันทีที่ออกตัวก็พบว่า...
    ......น้ำมันในรถแทบจะเกลี้ยงถัง......ผมจำได้จากที่น้องๆโพสเอาไว้ว่าถ้าจะถามหาน้ำมันให้ถามหา"แฮคซัง"
    แล้วพอถามอย่างนั้นผมก็ได้น้ำมันจริงๆด้วยสิ........จากการถามไปถามมาก็ได้ทราบเรื่องว่า
    คำว่า"แฮคซัง"นั้นในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าน้ำมัน แต่มาจาก "แฮชเซิล" ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสนำเข้ามานั่นเอง


    สวนในศาลเจ้าสิบเซ


    เมืองปากเซยามเช้า

    ผมมาหยุดที่สวนริมฝั่งโขง ลั่นชัตเตอร์รัวระริกด้วยความกลัวว่าแสงที่สวยงามเหล่านี้จะหมดไป
    พลันนึกเสียดายในความด้อยฝีมือของตัวเองที่ไม่มีฝีมือพอจะนำความสวยงามนั้นกลับมาได้ทั้งหมด
    ก่อนที่จะเดินทางต่อสู่ตลาดดาวเรือง ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งแขวงจำปาสักแห่งนี้


    ตลาดดาวเรือง


    บรรยากาศร้านกาแฟในตลาดยามเช้า

    ตลาดดาวเรืองเป็นตลาดของคุณหญิงดาวเรืองที่มีกิจการมากมายอยู่ในเมืองปากเซ
    ใครไปเที่ยวลาวแล้วคงต้องได้ลิ้มลองเครื่องดื่มอย่างกาแฟดาวเรืองที่มีชื่อของลาวนอกเหนือจากแค่เบียร์ลาวกันบ้างแน่ๆ
    และแน่นอนว่ากาแฟดาวเรืองก็เป้นของคุณหญิงดาวเรืองนี้เช่นกัน
    ผมนั่งลงที่ร้านข้าวเปียกที่อยู่กลางตลาดสด แม่ค้าเจ้าของร้านมาเชิญเราอย่างสุภาพพร้อมรีบนำน้ำร้อนน้ำเย็นมาวางให้เรา
    ประหนึ่งกลัวเราจะหนีไปไหนและ...........ข้าวเปียกชามขนาด 2 เ่ท่าของโออิชิราเมนก็มาประเคนอยู่ตรงหน้าเราสองคนครับ T-T
    ....จะกินหมดมั้ยเนี่ย


    ข้าวเปียกชามอลังฯ


    ร้านขนมปังฝรั่งเศสครับ ใส่ใส้กินอร่อยดี

    ปรากฏว่ากินกันเรียบครับ.......
    ไม่น่าเชื่อว่าชามใหญ่โตแต่ซดได้คล่องคอ ใครบอกว่าคนลาวติดชูรสจัด ต้องมาลองร้านนี้ครับ
    น้ำซุปหอมกลิ่นน้ำต้มกระดูก ชดชื่นใจ กินเสร็จไม่มีการคอแห้งครับไม่เชื่อมาลองได้...
    ....แต่ผมก็ไปเตะตาร้านรถเข็นร้านนึงเข้าครับ.......
    ร้านนี้มีขนมปังฝรั่งเศสเต็มรถเลย แถมคนขายน่ารักด้วย แหะๆ ผมเคยเจอแต่ขนมปังแบบนี้ที่กินกับซุปครับ
    แต่ที่นี่พอสั่งปั๊บ เค้าจะผ่าตรงกลาง ใส่เนื้อไก่ผัดปรุงรส ตับบด แล้วก็มะละกอดองครับ โอ้....แซบหลายยย ยิงฟันยิ้ม


    วังเจ้าบุญอุ้ม ปัจจุบันเป็นโีรงแรมจำปาสักพาเลส


    หนทางสู่วัดภู

    เป้าหมายในวันนี้เราสองคนเหลือเวลาไปได้อีกแค่ที่เดียวเผื่อเวลาไว้หลงทางอีก จึงตกลงกันว่าจะไป "วัดภู"
    นครวัดของอาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่านครวัดนครธมร่วมพันปีครับ
    อิ่มท้องเสร็จเรียบร้อยผมรีบบึ่งไปต่อในทันทีเนื่องจากเวลามีน้อย เกิดพลาดท่าตกรถอีกทีมีหวังไม่มีตังกลับไทยแน่ครับ
    ขับมาได้ซักพักก็เจอกับโรงแรม"จำปาสักพาเลส" โรงแรมที่หรูที่สุดในจำปาสักครับ ราคาคืนละ 1200-1500 บาทเท่านั้นเอง
    ที่วังต้องเปลี่ยนกลายมาเป็นโรงแรมนี้เรื่องมีที่มาที่ไปครับ เนื่องมาจากเหตุปฏิวัติโค่นล้มระบบเจ้าชีวิตในสมัยเจ้าบุญอุ้ม
    วังนี้จึงไม่มีเจ้าชีวิตองค์ใดได้ครอบครองหลังสร้างเสร็จ ดร.ปองศักดิ์ ว่องพานิชเจริญ ชาวศรีสะเกศ จึงได้ทำการบูรณะใหม่
    และกลายเป็นโรงแรมดังทีเห็นนี้ครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีคนไทยถามคนลาวว่าทำไมต้องล้มเจ้าชีวิต
    คนลาวก็ตอบกลับมาว่าเจ้าชีวิตลาวไม่เหมือนเจ้าชีวิตไทย เอาแต่เสวยสุขอย่างสบายบนภาษีของประชาชน
    แม่ของเจ้าชีวิตชื่อตัวเองยังเขียนไม่ได้ แต่ดำรงชีพอย่างสิ้นเปลืองบนความลำบากของชาวบ้าน
    ผมนึกถึงตรงนี้แล้วอดภูมิใจไม่ได้ที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีของมหากษัตรื์ยไทยในหลวงของเรา
    นึกไปพลางก็ขับรถไปพลาง ชมท้องฟ้าสีครามของเมืองจำปาสักด้วยใจแช่มชื่น ในขณะที่คนซ้อนท้ายผมจะหลับไปหลายทีแล้ว

     

    เรือข้ามฝากสำหรับรถจักร


    ลีกับภรรยา เพื่อนร่วมทางของเราครับ ชื่อภรรยาเป็นภาษาลาวผมฟังไม่ออกจริงๆว่าชื่ออะไร

    ที่สุดหลังจากหลงทางมาหลายตลบ ผมก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแถว"บ้านหลักสามสิบ" ที่เป็นจุดข้ามฝากของรถและมอเตอร์ไซด์
    ไม่ว่าใครหากจะไป"เมืองจำปาสัก" เมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักนี้ ต้องข้ามเรือที่นี่ทุกคัน
    จริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปข้ามฟากตรงไหนหรอก แต่ระหว่างที่ขี่รถอยู่ จู่ๆก็มีลุงคนนึงกระโดมาขวางหน้า
    "ไปวัดภูบ่" หลังจากจูนสมองปรับคลื่นไปเป็นสถานีลาวเสร็จแปลความได้ผมก็ตอบกลับไป  "ครับ ไปวัดภูครับ" " 8000 กีบ"
    แล้วแกก็ยื่น "ปี๊" หรือตั๋วสำหรับข้ามฟากให้ผมครับ ระหว่างการข้ามเรือนี้ ผมได้พบกับลีและแฟนของเค้าที่เ็ป็นคนลาวแต่ไม่ได้กลับมาบ้านเกิดนานกว่า 27 ปี แล้ว
    แถมเค้าทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเที่ยวลาวมาก่อน ผมก็เลยชวนพวกเค้าคุยระหว่างที่อยู่บนแพด้วยภาษาอังกฤษชนิดหมาๆแมวๆของผม
    โชคยังดีครับที่เค้าพอจะเข้าใจบ้าง สุดท้ายเราเลยชวนไปวัดภูด้วยกันครับ


    ทางเดินสู่วัดภู มรดกโลกแห่งเมืองลาว


    ขออนุญาตมาเยี่ยมชมเทวสถานแห่งนี้ กราบขออภัยหากข้าพเจ้าทำสิ่งใดล่วงเกินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ


    ทางเดินเข้าวัดภูมีพ่อค้าแม่ขายเยอะแยะเลยครับ ผมถูกใจขนมครกโรยน้ำตาลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย
    ยายผมเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนขนมครกไม่มีรสหวานมันแบบนี้ แต่จะออกเค็มปะแล่มๆ แล้วมีน้ำตาลทรายโรย
    นี่เองครับของจริงตามเรื่องเล่า ถ้ายายผมยังอยู่และได้ไปเที่ยวด้วย แกคงดีใจไม่น้อยที่ได้กินขนมในวัยเด็กอีกครั้ง
    นอกจากขนมครกผมซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธ์และกราบขออภัยหากล่วงเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
    อย่าว่างมงายเลยนะครับ ไปลา มาไหว้ ผิดขอโทษ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรทำดีไว้ไม่เสียหลายครับ



    วิหารวัดภู ความงามที่กำลังสลายไปตามเวลา


    ทางเดินสู่เทวสถานชั้นบน

    ผมมองไปรอบๆก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่หายไป จากที่ผมดูรูปวัดภูในสมัยก่อน ผมเห็นว่ามีวังเจ้าชีวิตในสมัยโบราณตั้งอยู่ที่หน้าวัด
    แต่วันนี้สิ่งที่ผมเจอเป็นเพียงเศษซากอิฐกองหนึ่ง รัฐบาลลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับโบราณสถานเท่าไหร่นัก
    หลายๆอย่างจึงพังทลายลงไป เสียดายที่ผมมาที่นี่ช้าไปเพียง 3 ปี ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นวังเจ้าชีวิตในแบบโบราณที่ตั้งอย่างงามสง่าอยู่หน้าวัดภู
    ใครจะไปรู้ ไม่กี่วันข้างหน้า วัดภูที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านี้ อาจกลายเป็นเพียงเศษซากที่เหลือความยิ่งใหญ่ไว้ในความทรงจำเท่านั้น


    บันไดสู่เทวสถานชั้นบน จะต้องขึ้นบันไดชันๆแบบนี้ 4 ครั้งกว่าจะไปถึง


    วิวจากบันไดชั้นที่ 3

    สังขารเริ่มออกอาการ ผมหายใจหอบแฮ่กๆ กับบันไดที่สูงชัน แม้ว่าจะมีต้นดอก "จำปา" หรือที่คนไทยเรียกว่าต้นดอกลั่นทม อายุกว่าพันปียืนต้นตายอยู่
    ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมผ่อนคลายด้วยการถ่ายรูปต้นไม้อันน่าพิศวงเหล่านั้น แต่เมื่อไปถึงชั้นที่ 3 พอหันหลังกลับมา ความเหนื่อยก็เริ่มจางหายไป
    ผมเข้าใจแล้วว่าเทวสถานทำไมถึงต้องอยู่สูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะอยากให้เหล่าเทวดา ได้มองเห็นความสุขทุกข์ของผู้คนจากมุมมองอันแสนงดงามนี้กระมัง
     
    ......ติดตามตอนต่อไปขอรับ.....
    11/19/2007

    ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง)

     
    12 พฤศจิกายน 2550
     
    .........เช้าแล้ว......

    ผมตื่นมาบนรถทัวร์ชั้น 2 สายกรุงเทพ-อุบลตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ด้วยความจำเป็นและความรั้นของพวกเรา
    ด้วยความจริงแล้วเช้านี้เราจะต้องอยู่บนรถไฟสายด่วนที่ซื้อไว้ก่อนหน้านั้น 2 วัน
    แต่พอขึ้นรถเรากลับไม่ได้ที่นั่งเนื่องจากมีคนเมาที่ไหนไม่รู้มานอนเพ้ออยู่ตรงนั้น...
    เมื่อนายตรวจไม่สามารถพึ่งพาได้ ครั้นจะนอนในห้องน้ำก็ไม่สะดวกพอ
    ผมจึงตัดสินใจลงที่รังสิตแล้วขึ้นรถทัวร์ก่อนที่ต่อมน้ำตาของคนใกล้ตัวผมจะทะลักออกมาซะก่อน


    ยามเช้าที่ยโสธร

    ท่ารถอุบลให้บรรยากาศไม่ต่างจากหมอชิตที่กรุงเทพเท่าไหร่ที่พอลงจากรถก็มีคนขับรถเหมามาคอยฉุดยื้อลูกค้า
    แต่ทริปนนี้งบประมาณร่อยหรอไปมากจากการเสียทั้งค่ารถไฟไปฟรีๆและค่ารถชั้น 2 ที่โก่งราคาเรา
    ผมเองก็พึ่งได้รู้ว่าค่ารถชั้น 2 นั้นแค่ 326 บาท แต่ที่เรามาดันโดนไป 480 บาท เราจึงไม่อาจเสียเงินฟุ่มเฟือยไปมากกว่านี้ได้อีก


    บขส. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี


    รถเข้าสู่ "ปากเซ" ถูกลดเหลือแค่ 2 เที่ยวต่อวันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับผม
    แม่คุณหญิงเธอก็มัวประทินโฉมอยู่ในห้องน้ำ กว่าเราจะไปทำเรื่องเสร็จยังไม่รู้ว่าจะทันรถรอบ 9 โมงครึ่งหรือปล่าว
    ผมรีบโบกรถไปศาลากลางจังหวัดอุบลฯเพื่อทำเรื่องขอใบผ่านแดนสู่ สปป. ลาว และทุกอย่างก็เป็นดังที่ผมคาดไว้....

    ........เราไปไม่ทันรถรอบ 9 โมง.....


    ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี


    ระหว่างรอรถรอบ 3 โมงครึ่ง ผมเลยเดินเตร็ดเตร่เที่ยวรอบเมืองอุบลค่าเวลาไปพลาง ภาพในจินตาการผมเคยนึกเอาไว้ว่า
    เมืองอุบลน่าจะเป็นเมืองชายแดนเล็กๆ แต่ที่ไหนได้ที่นี่เจริญยิ่งกว่าจังหวัดปทุมที่เราอยู่ซะอีก ห้างดังๆที่เราชอบช๊อปกันก็มีอยู่มากมาย
    วนไปวนมาก็แวะมาถ่ายรูปกับเทียนพรรษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความภาคภูมิใจของชาวอุบลราชธานีกันนิดนึง


    เทียนพรรษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก


    ฆ่าเวลากันรอบอุบลฯ ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นรถ จากเรื่องของ "ลาวเลี้ยวซ้าย ไทยเลี้ยวขวา"ที่จุดประกายผมให้มาที่นี่วันนี้
    ความรู้สึกกลับแตกต่าง..ผมมาแบบเอ๋อ แทบจะไร้ทิศทางจริงๆ ข้อมูลคร่ำครึในเว็บไซต์หลายๆอย่างใช้ไดม่ได้อีกต่อไปเมื่อมาถึง
    ผมหาประตูขึ้นรถไม่เจอ เมื่อจะก้าวขึ้นรถ ขณะที่ยืนงงอยู่นาน คนขับก็เว่ามาแต่ไกลว่าประตูอยู่ทางขวานี้
    รถที่เราใช้โดยสารนี้เป็นรถของทางฝั่งลาว จึงออกแบบมาเมื่อวิ่งเลนขวา นี่เองผมถึงได้หาประตูแบบรถไทยไม่เจอ.....โง่จริง


    รถ อุบล-ปากเซ ของฝั่งลาว
     

    ด่านช่องเม็ก ตม. ฝั่งไทย

    2 ชั่วโมงผ่านไป รถวิ่งมาถึงด่านช่องเม็ก ประตูสู่ฝั่งลาว ใบผ่านด่านของเราถูกปั๊มอย่างรวดเร็วจนผมไม่รู้ว่าเสร็จแล้ว
    จากเหตุการณ์ในตอนเช้า มาคราวหน้าผมคิดว่าจะทำหนังสือเดินทางมาด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอใครประทินโฉม
    จนพลาดรถรอบเช้าไปแบบนี้ อย่างไรก็ดี ในที่สุดพวกผมก็ได้เดินข้ามสู่ฝั่งลาวโดยสวัสดิภาพ


    ป้ายยินดีต้อนรับของด่านวังเต่า สปป. ลาว

    ช่องเม็กและด่านวังเต่า เป็นด่านสุดท้ายที่จะเข้าสู่ สปป. ลาว ที่จุดนี้เป็นที่แห่งเดียวที่เราสามารถเดินเท้าเข้าสู่ประเทศลาวได้
    เนื่องจากไม่มีแม่น้ำโขงกั้นระหว่างไทยและลาว ตลาด ณ พรมแดนแห่งนี้จึงดูคึกคัก ไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    ผมกลัวว่ารถที่เรานั่งมาจะหนีไปซะก่อน เลยรีบฉุดคนข้างตัวมาถ่ายรูปก่อนที่เธอจะเดินตะแล๊ดแต๊ดแต๋ไปช๊อปที่ Duty Free


    เงินลาว 7 แสนกีบ

    มาถึงลาวก็มืดแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นไม่หยุดที่เมื่อข้ามเข้ามาสู่ฝั่งลาว เงินที่เรามีเพียงน้อยนิดเมื่อครู่กับกลายเป็นเงินเฉียดล้านทันที
    และแล้วผมก็ตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อต้องมานั่งนับเงิน แบ่งใช้ว่าอะไรเท่าไหร่ เสียเวลาไปมากกว่าครึ่ง ชม.
    ที่นี่สามารถใช้เงินได้ 3 สกุล ได้แก่ บาทไทย(BATH) กีบลาว(KIPs) และ US DOLLAR
    ถ้าจะมาน่าจะมีเงินไว้หลายๆสกุล เพราะบางอย่างเงินลาวถูกกว่าบาท บางอย่างดอลล่าห์ถูกกว่าเงินลาว


    ข้าวไข่เจียวจานเท่าบ้าน

    ผมเดินหาอะไรมาใส่กระเพาะอันว่างเปล่าของผม ขณะที่เดินจูงมือกันไป คุณลุงคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาประมาณว่า
    "โฮ้ย เด็กสมัยนี้ไม่หลับไม่นอนมาเดินจูงมือกันดึกดื่นกลางค่ำกลางคืน ทุเรศลูกตาจริงๆ"
    ไอ้ครั้นเขาจะเข้าใจว่าผมเป็นคนลาวก็คงไม่เท่าไหร่ แต่บังเอิญผมดูนาฬิกาผมเวลามันแค่ 2 ทุ่มเท่านั้น
    มิน่า เวลานี้ถนนถึงช่างเงียบเหงาเสียจริงๆ สุดท้ายเราก็มาเจอร้านแห่งหนึ่งที่มีชาวต่างชาตินั่งอยู่เต็ม
    ผมสั่งข้าวไข่เจียวที่น้องๆบอกว่าแพงที่สุดมาชิมซะหน่อย แต่ด้วยราคา 12000 กีบ ไม่แปลกเลยที่จะได้ไข่ 3 ฟอง
    พร้อมกับข้าวจานขนาดเท่าฝาชีขนาดเล็กที่บ้านผม แน่นอน ผมกินไม่หมด = ="
    เมื่อถึงตอนเรียกเก็บเงิน สาวน้อยคนหนึ่งก็เดินมาพร้อม Speak เสียงชัดแจ๋วว่า "ว๊อท อาร์ ยู อีท"
    ผมก็สาธยายไปตามที่กิน จนมาตายตรงข้าวผัดแปลกๆที่ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี ก็เลยบอกน้องเค้าไปว่า "ไข่เจียว กะข้าวผัดอะครับ"
    น้องเค้าก็เลยตะโกนลั่น "อ้าว คนไทยหรือคะ" ครับคนไทยครับน้อง หน้าก็ไม่ได้กระเดียดไปทางยุโรปเท่าไหร่
    สุดท้ายน้องเค้าก็บอกว่าเค้านึกว่าเราเป็นคนเกาหลีมาเที่ยวครับ และที่ผมประทบใจอย่างมากก็คือ พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย
    ราคาที่ขายให้เราก็ลดลง ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าลดให้เราแค่ร้านนี้ แต่หลังจากใช้ชีวิตตลอด 24 ชม. ในลาว
    ก็เลยรู้ว่าถ้าเป็นคนไทยเค้าจะลดราคาให้เท่ากับที่ขายคนลาวด้วยกันครับ ซึ้งจริงๆ T-T
     
    .....โปรดติดตามตอนต่อไปขอรับ.....
    10/22/2007

    ศิวิไล......(จริงๆแล้วมันอยู่ที่วัตถุ.....หรืออยู่ที่ใจ ? )

     
    ...วันนี้พึ่งกลับมาจากต่างจังหวัด...
    หลังจากสดชื่นกับไอบริสุทธิ์ของอากาศในยามเช้า
    สัมผัสความสดชื่นยามน้ำค้างระเหยจากยอดหญ้า
    ปล่อยใจไปกับลมหนาวที่กำลังพัดมาในรอยต่อของฤดู
    ......มันช่างแสนสุขเสียนี่กระไร......
    แม้ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนไกล
    ไม่ต้องกลางเต้นฑ์ผจญภัยในป่า
    ไม่ต้องออกเรือไปกลางทะเล
    แค่เพียงพักผ่อนกายในบ้านไร่แห่งนั้น
    ....ใจก็เป็นสุข....
    เมื่อใจสุขแล้วก็เกิดความคิดดีๆมากมาย
    นี่หรือเปล่าที่เค้าเรียกว่า
    .การเจริญงอกงามทางใจ.
     
    IMG068
     
    ท่ามกลางความสงบนั้น
    ผมพลันรู้สึกตัว
    ว่าถึงเวลากลับไปเผชิญกับความศิวิไลของเมืองหลวงอีกครั้ง
    ก่อนไปจากที่นั่นจึงสูดอากาศอันเปี่ยมล้น
    ด้วยความอบอุ่นของธรรมชาติไว้อย่างเต็มที่
    ก่อนจะเดินออกมาตามทางเดินบนผืนดินอันกว้างใหญ่
    แม้จะไร้ซึ่งความราบเรียบเหมือนพื้นคอนกรีต
    มีทั้งหินคมที่จะบาดเท้าได้ทุกเมื่อ
    อีกทั้งแมลงมีพิษมากกมาย
    ....การเดินบนดินนั้น....
    กลับทำให้เรามี"สติ"....ในแต่ละก้าวเดินอยู่เสมอ
     
    IMG067
     
    IMG038
     
    ก้าวเดินลงมาจากรถทัวร์
    สิ่งที่ได้เห็น...คือภาพเดิมๆ
    รถที่เบียดกันแน่นจนไม่มีที่ไห้วิ่ง
    ความรู้สึกชินชาก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
    ......แต่ทำไมนะ......
    บรรยากาศที่เราเจออยู่ทุกวัน
    ทั้งอากาศที่ใช้หายใจจนเราเติบโตมา
    .....มันถึงได้น่ารังเกียจขนาดนี้.....
    พึ่งจะรู้เองว่า
    ....คำว่าอากาศดีที่นี่....
    คงจะไม่มีจริง
    หายใจแต่ละครั้งสร้างความลำบากให้กับปอดมากขนาดไหนนะ
    ตึกสูงๆที่เป็นตัวแทนแห่งความเจริญนี้
    กลับไม่ได้ช่วยอะไรให้เหล่าผู้คนในแดนศิวิไลแห่งนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย
    ยามเช้าคนตื่นมาเพื่อแข่งกับเวลา
    ตอนกลางวันแข่งกับเพื่อนร่วมงาน
    ตกเย็นก็แข่งกันกลับบ้าน
    ......ทำไมนะ.....
    ทุกคนถึงอยากอยู่ในที่แบบนี้
    ทั้งๆที่เราอยากจะไปจากที่นี่ซะเหลือเกิน
     
    IMG059
     
    ......นึกถึง......
    .........คิดถึง.........
    ..........ส่งใจไปถึง.........
    ......แม้กายไม่อาจไป.....
    .....แต่ยังจดจำได้....
    ....หยาดน้ำค้างที่ติดอยู่ตามกลีบดอกไม้...
    ......ในรุ่งอรุณของที่แห่งนั้น.....
    ......ที่ๆความศิวิไล.....
    .......ไม่ได้งอกงามให้เห็นได้ด้วยดวงตา.......
     
     
    ....................
     

    10/11/2007

    ฉลอง......(เพราะความสำเร็จไม่มีค่าหากชีวิตต้องปราศจากความสุข)

     
    .......เมื่อวันศุกร์ที่แล้วไปฉลองชัยชนะ.....
    ชัยชนะที่อาจเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างฟรุ๊คจริงๆ
    เพราะส่งงานไปโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไหร่เลย
     
    DSC_0099
     
    แต่เมื่อชนะมาแล้ว
    ....เราก็ควรให้รางวัลเหล่านั้น...
    มาเติมเต็มชีวิตของเราบ้างสิ....จริงมะ
     
     
     
    งานนนี้กินกันอิ่มแปร้ที่ "ไดอิจิ" โรงแรม ดิ เอเมอรัล ตรงรัชดาครับ ^^
     
     
    ต้องขอบคุณ "พี่โภช" ช่างภาพมือเอกอนาคตไกลที่ให้เรายืมขาตั้งกล้องและให้เอาเงินส่วนนั้นมาเลี้ยงพวกเราวันนี้ขอรับ
     
     
    และที่ขาดไม่ได้ต้องขอบคุณ"ไอ้นนท์"
    คนที่เริ่มต้นก็มาช่วยอยู่ทุกงานทั้งที่ไม่รู้เลยว่าจะได้อะไรกลับไปบ้างรึปล่าว
    ดีใจจริงๆที่วันนี้มันได้อะไรกลับไปซะที ลบข้อครหาว่า "หลอกใช้เพื่อน" ไปได้ละคร้าบ..บ 555+
    เสียดายที่อาจารย์ภักรผู้เขียนบทงานได้รางวัลครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยเพราะไปงานหนังสั้นจริงๆ
     
    ขอขอบคุณคุณทุกเบื้องหลังที่ทำให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นจริงขอรับ
     
    ...........................
    10/2/2007

    ชนะเลิศคร้าบ...บ.......(อะไรดีก็ยังมีในชีวิต ฮิๆ)

     
    เดือนก่อนส่งงานโฆษณาไปประกวดโครงการรณรงค์ใช้กระดาษจากไม้ป่าปลูก
    ส่งๆก็ไม่ได้นึกอะไรมากหรอก กะว่าได้พอร์ทมาอีกงานแค่นั้น
    ที่ไหนด้ายยยยยย
     
    .......^^ ชนะเลิศคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ^^......
     
     
    .....ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันโหวตครับผม....
     
    ขอบคุณคร้าบ....บ
     
     
    .................................
     
    ^^ ดูผลงานได้ข้างล่างนี้ครับผม ^^
     
     
     
     
    .............................
    9/29/2007

    ช่วงเวลาที่ผ่านไป......(แต่เชื่อมั้ยว่ามันไม่เคยหายไปไหน)

     
    เมื่อสองสามวันก่อนมีโปสการ์ดใบนึงมาถึงผม
    นานมากแล้วที่ไม่เคยมีอะไรที่ผมได้มาจากบุรุษไปรณีย์
    ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย..เพราะตั้งแต่มีอีเมล์ผมก็ลืมไปแล้วว่าจดหมายจริงๆมันหน้าตาเป็นยังไง
    เพราะที่คุ้ยเคยอยู่จะเป็นจดหมายแจ้งหนี้ค่าไฟ ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์
    แต่ทันทีที่ผมหยิบมันขึ้นมาอ่าน....ผมก็อดยิ้มไม่ได้จริงๆ
     
     
    ใบโปสการ์ดถามถึงทุกข์สุขทั่วไป แต่ที่คงไม่เหมือนใครคือที่มันว่ากลับมาเมื่อไหร่ให้ทำอะไรให้มันกินด้วย..
    และที่ทำให้ผมยิ้มต่อคงจะเป็นชื่อเล่นผมที่มบอกมันไปแล้วตั้งหลายที..มันก็ยังเขียนผิดอยู่นั่นแหละ
    55+ แต่ก็นี่แหละมั้ง ที่ทำให้มันเป็นตัวมัน
    แต่เชื่อรึปล่าว.....โปสการ์ดแค่ใบเดียว..กลับทำให้ผมนึกย้อนไปมากกว่านั้น
    โปสการ์ดใบนั้นทำให้ผมเริ่มคิดว่าผมเจอกับมันที่ไหน เจอกันได้ยังไง ใครอยู่ที่นั่น
    ซึ่งในตอนนี้...อาจด้วยความทะเยอทะยานบวกกับความลำบากและความน่าเบื่อของชีวิตการทำงาน
    ทำให้ผมเกือบจะลืมความทรงจำดีๆเหล่านั้นไปซะแล้ว
     
     
    ผมรื้อตามช่องเก็บหนังสือรกๆของผม คุ้ยเอาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในตอนนั้นออกมา
    แล้วก็ท่องไปในรูปภาพแต่ละใบ.....
    ในใจก็คิดว่าผมเคยใช้ชีวิตแบบนี้มาด้วยแฮะ
    ชีวิตที่ไม่ต้องมานั่งกังวลอย่างเอาเป็นเอาตายว่าจะทำยังไงให้หาเงินมาใช้ให้พอ
    พอหลับตานั่งนึก...เหมือนกับตัวเองไปอยู่ที่นั่นอีกครั้ง
    หันไปเจอเพื่อนๆที่นั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะที่ผมนั่งประจำ...
    ตอนนี้ทุกคนอยู่คนละที่คนละทาง...แต่ผมเหมือนรู้สึกว่าผมเพิ่งจะกลับบ้านจากโรงเรียนเมื่อกี้นี้เอง
     
     
    ยิ่งนึกยิ่งสนุก...ครั้งเดียวที่ผมไปเที่ยวค้างแรมกับเพื่อน..
    เชื่อมั้ยว่าก่อนหน้านั้นผมไม่เคยไปเที่ยงต่างจังหวัดกับใครมาก่อนเลย
    พอนึกถึงตอนนั้น.....ก็เลยมีเรื่องที่ทำให้เคืองนึกขึ้นมาได้
    ก็ตอนนั้น"มัน"ดันจับผมถอดกางเกง........ทั้งๆที่ยังไม่ได้ใส่กางเกงในน่ะสิ -*-
    ยังไม่ได้เอาคืนเลย........เฮอะๆ
     
     
    เอาเหอะ...ถึงผมแก้แค้นตอนไปเขาใหญ่ไม่ได้..แต่ตอนไปเขาชนไก่
    ผมเองก็คำรามจนมันไม่ได้นอนมาแล้ว......ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
     
     
    ผมก็ยังนั่งยิ้มอยู่นั่นแหละ....จนคนในบ้านจะว่าผมบ้าละ
    แต่แม้กระทั่งในบ้านของผมเอง...ก็ยังมีอะไรดีๆให้จำเหมือนกันนะ
     
     
    แปลกนะ..........เวลาที่ผ่านมาผมมัวทำอะไรๆอยู่ ชีวิตมันช่างวุ่นวายไปหมด
    กว่าจะเรียนจบ ผมกลับมัวนึกถึงแต่ความลำบาก....จนลืมความสนุกที่เคยมีกับเพื่อนในตอนที่เรียนด้วยกัน
    นึกแล้วขำตัวเอง...จริงๆ
    เวลาทั้งหมดคงจะย้อนกลับให้ผมไปสู่วันนั้นอีกครั้งไม่ได้....รูปพวกนี้จะพาผมกลับไปสู่วันนั้นได้เสมอ
    แต่สำหรับในตอนนี้อย่าว่าแต่จะไปเที่ยวไหนเลย...แค่แว่บไปงานบวชเพื่อนคนเดียว...ก็แทบจะเต็มกลืนแล้วสำหรับผม
     
     
    รู้สึกดีเหมือนกัน..หลังจากที่ไม่ได้คุยกับเพื่อนที่โรงเรียนมานาน
    แค่ไปงานบวชวันนั้นวันเดียว...ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนหลายๆคน...ที่น่ายินดี ^^
    และทั้งหมดผมคงจะไม่ยอมทิ้งงานที่ค้างไว้ไม่ทำซะวันนึงมานั่งอมยิ้มแบบนี้...ถ้าไม่มีโปสการ์ดใบนั้น
    โปสการ์ดที่ทำให้ผมนึกถึงวันเวลาที่ใช้ร่วมกับทุกคนที่โรงเรียน
     
     
    กูรู้ว่ามึงคงไม่ได้เข้ามาอ่านสเปซกูหรอก แต่น้อยที่สุดกูอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าคนที่กูเดินตามหลังมาจนถึงวันนี้เป็นยังไง
    มึงเป็นคนเดียวที่อยู่กับเพื่อนๆทุกคน กูเลยได้นึกถึงวันเวลาที่มึงไปเที่ยวกวนตีนทุกคนไปด้วย
    วันนี้กูเครียดจะตายห่า..มาเจอโปสการ์ดมึงกูเลยลืมไปเลยว่ากูเครียดอะไร
    ..........ขอบใจจริงๆว่ะ.........
     
    จาก "Esp" เพื่อนที่มึงเขียนชื่อผิดมาตลอด 7 ปี
     
    ................
    9/10/2007

    วันว่าง.....(ยำรูปตัวเองซะ)

     
     
    ..ปกติไม่แต่งรูปตัวเองหรอก..
    ...กระดาก...
    - -
    แต่บังเอิญมันว่าง
    เลยเอาซะหน่อย
     
    .......
    9/2/2007

    อินทรีย์ที่ถูกเลี้ยง....(ปีกของข้าไปได้สูงเกินกว่าจะอยู่เพียงกรงทอง)

     
    กาลหนึ่งก่อนสมัยพุทธกาล
    ในครั้งที่เหล่าสรรพสัตว์ยังพูดจาเปล่งออกมาเป็นภาษา
    ...อินทรีย์ตัวหนึ่ง...
    กำลังใช้ชีวิตอย่างผาสุก
    ในกรงของเจ้าเมืองผู้เกรียงไกร
     
    ...ก่อนหน้านี้...
    เจ้าอินทรีย์ก็มีชีวิตเฉกเช่นอินทรีย์ทั่วไป
    มันเป็นที่เคารพของเหล่านกใหญ่น้อยในป่า
    เมื่อถึงยามล่า...ก็ต้องล่า
    เมื่อถึงยามพัก...ก็เพียงหลับบนผา
    เมื่อยามอันตรายกล้ำกราย...ก็สู้เยี่ยงอินทรีย์
    มันใช้ชีวิตเช่นนี้ตลอดมา
    จนกระทั่งวันหนึ่ง
    ....เจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์ได้มาพบมันเข้า....
     
    "โอ้เอ๋ย.. เจ้าอินทรีย์
    เจ้าช่างมี กายาที่ งามสง่า
    ปีกของเจ้า ขนของเจ้า ทั้งดวงตา
    ยังท่วงท่า ยามบนฟ้า ข้าหลงไหล
     
    ขอโปรดเถิด จงมาอยู่ สู่บ้านข้า
    ผู้ยศถา บารมี สุดยิ่งใหญ่
    มนุษา นับถือข้า อย่างเยี่ยงไร
    เจ้าจะได้ ดังเช่นนั้น เจ้าจักเป็น
     
    กลายสัตว์เลี้ยง ประดับไว้ ใช่ลำบาก
    อาหารมาก สบายปาก ใช่ยากอยู่
    ขอเพียงเจ้า เอ่ยคำ เพียงชั่วครู่
     คนใช้รู้ จะประเคน เจ้าเอนกาย
     
    อยู่ในป่า ขาดแคลน แสนลำบาก
    ทั้งยุ่งยาก ศัตรูมาก ขอจงหมาย
    อยู่กับข้า สุขทุกอัน จนวันตาย
    .............
     
    มา มา เจ้าอินทรีย์ มัวลังเลอยู่ใย เดี๋ยวจะสายเกินไป จงรีบตัดสินใจเสีย..."
     
     
    เจ้าอินทรีย์คิดอยู่ครู่หนึ่ง
    ชีวิตของมันในป่า
    ก็แค่หาอาหารเลี่ยงชีพไปวันวันหนึ่งเท่านั้น
    หากมันไปอยู่กับเจ้าเมืองผู้นี้
    มันมิสบายไปตลอดชาติฤา ?
    ไม่ต้องเผชิญอันตรายในป่า
    ไม่ต้องหาอาหาร
    มีมนุษย์คอยเอาอกเอาใจ
    อย่างกระนั้นเลย
    เราไปอยู่กับเจ้าเมืองคนนี้เสียดีกว่า
     
    ........
    จากนั้นมา
    อินทรีย์ตัวนั้นก็ได้อยู่อย่างสุขสบาย
    ไม่ต้องทำงานหนัก
    อยากได้อะไรมันก็ได้
    ชีวิตช่างผาสุก
    ในกรงทองคำอันใหญ่โต
    ที่เจ้าเมืองสร้างเอาไว้สำหรับมัน
    มันใช้ชีวิตอย่างนั้นเรื่อยมา
    และในตอนที่มันผาสุกอยู่เช่นทุกวันนั้นเอง
    เหยี่ยวที่เป็นเพื่อนผู้เคารพในตัวอินทรีย์ก็ได้บินผ่านมา
     
    "โอ้ท่านนกอินทรีย์ ไฉนจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ใครกดขี่ขมเหงท่านเสียป่นปี้ จนบั่นศักดิศรีแลอิสระภาพของเจ้าแห่งท้องฟ้า
    เพียงท่านเอ่ยวาจา ข้าจะช่วยท่านออกมา สู้ท้องฟ้าที่ท่านเคยอยู่"
     
    เจ้านกอินทรีย์ได้ฟังดังนั้นจำเอ่ยตอบกลับไปว่า
     
    "เปล่าเลย มิตรา
    เพียงข้าหน่ายชีพดังเก่า
    เปลี่ยนมาอยู่กรงสบายเรา
    ยามเหงามีดนตรียิน
     
    เมื่อหนาวห่มผ้าไหมพริ้ว
    ยามหิวกินมีทั้งสิ้น
    อยากได้ข้าได้จนชิน
    สนุกลิ้นสะดวกกายสบายใจ"
     
    เหยี่ยวได้ยินดังนั้น
    ...ก็สบถออกมา...
     
    "โถ อ้ายนกอินทรียเอ๋ย เคยอยู่ป่าอย่างสูงศักดิ์ ตกเป็นที่รักของเหล่านกเหล่ากา มาชอบความสบาย เสวยกิเลสกายอยู่กับมนุษย์ ถุดถุย !! อ้ายนกอินทรีย์
    ชาตินี้คงทิ้งศักดิ์ศรีของพญา อยู่เป็นสัตว์เลี้ยงเยี่ยงหมา ไม่อยู่ในป่า เจ้าก็ไม่ต่างไปจากไก่ !!!!"
     
    เหยี่ยวสบถด้วยความผิดหวังในตัวนกอินทรีย์ที่ตนเคยเคารพแล้วก็บินจากไป
    ....โดยไม่เหลือเอาความเคารพที่เคยมีกลับไปด้วย...
    เจ้านกอินทรีย์ฟังดังนั้นก็ได้สติ
    หลุดพ้นจากกิเลสคือความสบายที่เกาะกุมใจมันมานาน
    นึกถึงชาติกำเนิดแลศักดิ์ศรีของมัน
    ...ว่าตัวมันเป็นใคร...
     
    แม้กรงทองก็มิอาจกั้นปีกอันทรงพลังของมันได้
    กรงแหลกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
    พร้อมๆกับที่เจ้านกอินทรีย์กลับสู่ท้องฟ้า
     
    "โถ่เอ๋ย...ตัวข้า
    หลงตัวมัวในมายา
    สุขสบายใช่ว่าเรื่องดี
     
    แม้ดีใช่ดีเสียทั้งหมด
    หากต้องลดศักดิ์ทิ้งศรี
    ลำบากบ้างใช่เลวเสียไม่มี
    ชีพนี้จักอยู่คู่นภา
     
    กางปีกต้องลมบนฟ้า
    แสงจ้าส่องกระจ่างสว่างหล้า
    สู่ผาป่ากว้างที่เกิดมา
    .....เพราะตัวข้าคือพญาอินทรีย์...."
     
    นับแต่นั้นมา
    อินทรีย์ตัวนั้นก็กลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม
    แม้ว่าจะไม่สุขสบายเช่นในกรงทองของเจ้าเมือง
    แต่มันได้คำว่า "ชีวิต" ที่แท้จริงคืนมา
    ชีวิตที่ดำเนินต่อไป
    .....แบบพญาอินทรีย์....
     
    ......................
     
     
    ## ใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องนี้...
    ## สังเกตมั้ยครับว่า.....เรื่องนี้ไม่มีตัวละครที่ไม่ดีเลย
    ## เจ้าเมืองก็หวังดีต่อนกอินทรีย์เลี้ยงดูอย่างสุขสบาย
    ## เหยี่ยวนั้นก็เป็นห่วงเพื่อนถึงต่อว่า
    ## สิ่งที่เป็นตัวร้ายในเรื่องนี้มีเพียงสิ่งเดียว.........คือ "ใจที่คิดจะทิ้งศักดิ์ศรี"ของนกอินทรี....
    8/31/2007

    13 Angles.........(ชีวิตผมที่ผ่านมาเจอเธอทั้ง 13 คน)

     
    ...อรัมบท... 
     
    นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเปลี่ยนหน้าตาที่นี่ใหม่ทั้งหมด
    เพื่อเตรียมพร้อม
    ที่จะเขียนเรื่องราวเรื่องหนึ่ง
    ที่อาจจะยาวมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมาในสเปซเล็กๆนี้
     
     
    หลายครั้งที่ผมได้นำรูปเก่าๆขึ้นมาดู
    หรือเรื่องราวชีวิตผมที่ผ่านมาให้คนอื่นฟัง
    ก็จะพบเธอเหล่านี้อยู่ในรูป
    หรือในเรื่องราวที่ผมเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
    ทุกคนอยู่ต่างที่ ต่างถิ่น ต่างชีวิต ต่างเรื่องราว
    แต่โชคชะตาก็พาให้ผมได้เจอกับพวกเธอ
    ได้รู้จัก และได้นำพาผมไปเจอสิ่งที่ทำให้ผมได้รู้จักคำว่า "ชีวิต" มากขึ้น
    และเมื่อทุกอย่างพร้อม
    ผมจะพาทุกคนที่ได้แวะเวียนเข้ามาที่แห่งนี้
    ไปรู้จักกับพวกเธอ
    ผู้หญิงที่ไม่ใช่ครอบครัว
    แต่เป็น "ผู้มีพระคุณ" ต่อผมทั้ง 13 คน
     
     
    ทำไมผมต้องเขียนถึงคนที่ไม่ใช่ครอบครัว?
    ทำไมไม่เขียนถึงแม่ของตัวเอง ?
    ผมไม่ได้เทิดทูนเธอเหล่านี้เหนือแม่หรอกนะ
    ...เพียงแต่...
    มันมีหลายครั้งที่ผม "รอดชีวิต" มาได้
    ก็เพราะเธอเหล่านี้
     
    .....เท่านั้นเอง.....
     
     
     
     
    ## ผมจะไม่เขียนอะไรต่อ จนกว่าผมจะหาภาพพวกเธอได้ครบทั้ง 13 คน
    8/24/2007

    สิ้นเดือน...........(เหมือนจะสิ้นเงิน)

     
    ....สิ้นเดือนแล้ว....
    เดือนที่แล้วมีรายได้มากโขอยู่
    กระหยิ่มยิ้มย่องใจ
    ใช้ไปใช้มาไม่ทันไร
    ตอนนี้เงิน 20000 เหลือแค่ประมาณ 4000 ก่าๆ
    ใช้ห่ามอะไรนักหนาฟระกรู
    [-*-]
     
     
    เวลาไม่มีตังก็นั่งเครียด
    มีตังก็ใช้เป็นน้ำเลย
    พอหมดก็นั่งเครียดต่อ
    ไม่ไหวละๆ
    ท่าจะต้องเอาจิงเอาจังกะการเก็บตังบ้าง
    เดือนนี้เงินเดือนรวมจ๊อบแล้ว
    ได้แค่ 10500 เอง
    ไม่ทะลุเตามที่ตั้งป้าเลยว่ะ
    .....ฮ่วย.....
     
    แต่เอาเหอะ
    เกิดเดือนไหนไม่มีจ๊อบ
    ตูมีหวังได้เงินเดือนแค่เพียวๆ 8000
    แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก
    เหอะๆๆ
     
     
    ตอนนี้ได้โปรเจคใหม่มา
    กะบู๊งานกันสองคน
    เสร็จงานนนี้รับอย่างน้อยๆ  คนละ 20000
    รวมค่าจ๊อบที่เหลือกะเงินเดือนอีก
    เป้าเดือนหน้า 30000 แน่
    อุวะ ฮ่ะๆๆๆ
    เอาให้รวยๆ
    จนมานานแล้ว ต่อไปจะไม่ยอมจนแล้วเว้ย....ย
     
    ....................
    ..............
     
    ปล. ทั้งหลายแหล่...
    # นนท์ ขอบใจมึงมากที่ช่วยทำงาน กูจะทำให้มึงได้ตัง ลบข้อครหาให้ได้
    ## ไอ้เจี๊ยบมีโทรสับโทรฟรีละ โทรหากูมั่งก็ได้นะ 555+
    ### เพื่อนๆทุกคนคิดถึงมากมาย แต่กูบ้างาน อย่าชวนกูไปไหน อีกอย่าง กูไม่ไปถ้าคนที่ชวนกูสัดส่วนไม่ใช่ 34 - 24 - 36 ฮิๆ
    #### แห้ง บอกจะออนๆเมื่อวานซืน ดันเงียบหายไปเลย เซ็งแว่ะ รูปอะเมื่อไหร่จะส่งให้ ฮ๊า...?
    ##### ใครว่างๆ  ไปพูด ไปคุย ไปดูผลงานของกระผมและพี่น้องชาวสื่อสาร คลองหกได้ที่ http://www.mct.rmutt.ac.th/mcttv ขอรับ
     
    ..
    8/6/2007

    น้ำตกสาริกา......(ทริปผจญภัยที่จะต้องมีครั้งต่อไป)

     
    สามวันมานี้
    พวกเราได้รับมอบหมายงานๆหนึ่ง
    ซึ่งน่าสนใจมาก
    สปอตโฆษณาท่เราจะได้ส่งประกวดอย่างเป็นทางการ
    โดยการสนับสนุนของอาจารย์
    ที่ตอนนี้เราติดหนี้แกหลายอย่างแล้ว
     
    หน้าที่ที่ต้องทำอย่างแรกคือสำรวจที่ถ่ายทำ
    ผมกับ "นนท์"
    เพื่อนคนหนึ่งที่เรียนมาด้วยกัน
    และตอนนี้เรามาทำงานด้วยกัน
    ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่าง
    เกี่ยวกับเพื่อนคนนี้
     
     
    ...แรกๆ... 
    ผมคิดอยู่ว่าจะทำตัวยังไง
    กับเพื่อนที่เป็นคนละแนวกับผม
    แต่ไปๆมาๆ
    พอนั่งรถไปด้วยกัน
    คุยกับมันแทบไม่หยุดปาก
    บอกตามตรงได้เลยว่า
    ผมไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นมานานแล้ว
    และคนที่ผมไปด้วยแล้วแฮปปี้เนี่ย
    ก็มีแค่ไม่กี่คน
    และนี่ก็อาจเป็หนึ่งในนั้นก็ได้
    ......
     
     
    หลังจากที่ไปทำงานกลับมา
    ผมก็นึกเอาไว้เลยว่า
    ...ครั้งหน้า...
    ต้องขอนัดมันไปเที่ยวด้วยกันซักครั้ง
    แบบที่ไม่ได้มีงานมาเกี่ยวข้อง
    น่าจะมันส์ดี
     
    ใครอยากดูรูปทริปนี้
    ดูได้จากอัลบัมขอรับ
    สุดท้าย
    นี่คือรูปนึงที่ผมชอบมาก
    ในการทำงานครั้งนี้
    ดูแล้วรู้สึกเหมือนกันมั้ยว่า
    ธรรมชาตินี่ช่างบยิ่งใหญ่เสียจริงๆ
     
     
    ..............................................
    ..........................
    7/23/2007

    อีกหนึ่งชุด กะ Photoshop.......(นั่นๆ ยังไม่เลิก)

     
    ....อ่า...
    จากคำไหว้วานของเพื่อนคนหนึ่ง
    ตอนเรียนที่ ม.นเรศวรด้วยกัน
    เลยทำให้อีกรูปนึง
    แต่ไหนๆก็ทำแล้ว
    ไอ้คนที่เรามีรูปมันอยู่เยอะจะไม่ทำเสียก็กระไรอยู่
    ทำซะหน่อย
    ..หึๆ..
    คิดไปคิดมาเพื่อนเรานี่หน้าตาดีเหมือนกันนะเนี่ย
    หน้าตาดีเหมือนเราเลย
    .....โฮะๆๆๆ....
    พอคิดวกกลับไปกลับมาอีกที
    เพื่อนกรูมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลยนี่หว่า
     
    [-*-] 
     
    ไปต้องอ่านละไปดูกันซะ
     
     
    อ้าว เจ้าป้า..
    กลับชาติมาแล้วหรือครับเนี่ย
    [^^]
    เชื่อมั้ยว่ามันเลือกสีเอง
    +555+
     
     
    หัวทองดีว่ะ
    มาเจอรูปนี้ชอบแน่เมิงไอ้ฝ้าย
    จิงๆโคตคิดถึงมึงเลย
    แต่ไม่กล้าโรหาตอนนี้
    ได้ข่าวว่าสวีทหวานแหววอยู่
     ++555++
     
    หมดๆ ที่เหลือไม่มีรูป
    ไว้มีค่อยทำเพิ่ม
    เอ๊ะตกลงสเปซนี้จะกลายเป็นสเปซแต่งรูปไปแล้วเรอะ
    ...ไม่หน่า....
    [= ="]
     
     
    ปล. เพื่อนๆที่ สศม.  กระผมแทบไม่มีรูปพวกคุณเลย รบกวนส่งให้จะเป็นพระคุณยิ่ง กระผมจะได้มีเก็บสะสมไว้ในสเปซของกระผมมั่งขอรับ (ถวายบังคม)
    ปล2. แห้ง (พี่ขวัญ) เลิกบ้านักร้องญี่ปุ่นสักพักแล้วมาส่งรูปให้เราหน่อยจะได้ทำแบบนี้เก็บไว้มั่ง เอาภาพละเอียดๆหน่อยนะเจ๊ รูปเจ๊ในสเปซใช้ไม่ได้ โคตตตเล็ก
    ปล3.  สศม. มน. ทสม. เหล่ามิตร (และศัตรู) ที่รู้จักกับผมจากที่ดังกล่าวและไม่ได้รู้จักผมจากที่ดังกล่าวใครอยากให้ทำแบบภาพแบบนี้ส่งภาพมาให้กระผมได้ทุกเมื่อขอรับ
     
    ปล4 . สุดท้าย ผมอยากจะบอกว่า "รูปผู้ชาย ไม่รับทำ" ไม่ต้องส่งมา เคลียร์ ?
     
     
    7/16/2007

    เพื่อนของผม....(ในอีกมุมมองที่ทุกคนอาจจะไม่เคยเห็น)

     
    ช่วงนี้กะลังบ้า Photoshop อะ
    ไม่ใช่ว่าไม่ได้ใช่เป็นประจำนะ
    จริงๆเวลาทำงานก็ต้องเจอมันทุกวัน
    แต่พอดีเจอวิธีใช้ในแบบที่ต่างออกไป
    ...ช่างน่าลอง...
    หึๆ
     
     
    หลังจากที่ไปงาน Adobe 2007 มา
    ก็ได้รู้ว่า เอ้อ !! เดี๋ยวนี้เค้าแต่งหน้ากันด้วย Photoshop แล้วแฮะ
    ประหยัดค่าเครื่องสำอางไปโข
    ตั้งแต่ตอนนั้นกลับมาก็ลองกันเลย
    เอารูปเพื่อนๆมาปู้ยี่ปู้ยำเนี่ยแหละ
    ++555++
     
     
    อย่าพูดมากดีกว่า
    ...เชิญทัศนาขอรับ...
     
     
    รูปทราย..ทำเสร็จเป็นคนแรกเลย
    ประมาณเดือนนึงมาแล้ว
     
     
    จุ๊บตามมาเป็นรายที่สอง
    หลังจากทรายประมาณเกือบเดือน
    เหอะๆ
     
     
    ชอบสีฟ้าใช่มั้ย
    จัดไปเลย +555+
     
     
    มินต้องอารมณ์สบายๆหน่อย
    ไม่เครียดๆ ฮิๆ
     
     
    สุดท้าย.เพิ่งจะเสร็จหมาดๆคืนนี้
    เอาขึ้นซะ
     
     
    จิงๆขาดอีกสองคน
    กะลังคิดอยู่ว่าจะทำไม่ทำดี
    เรื่องของเรื่อง
    ไม่อยากแต่งภาพตัวเองด้วย
    ....
    ....
    ...
    เดี๋ยวจะเสียความหล่อไป
    เพราะปกติหน้าตาดีอยู่แล้วไม่ต้องแต่ง
     
    +++5555555+++
     
     
    .......................................................................
    6/29/2007

    ชีวิตใหม่ในการทำงาน....(ก็ยังมีอะไรดีๆอยู่นี่เนอะ)

     
    ....เวลาผ่านไป....
    ในที่สุดเราก็รู้ว่า
    การทำเรื่องอะไรไม่ได้
    ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในชีวิตคนสักเท่าไหร่
    แต่การที่เราทำได้
    แต่คนไม่เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เราทำ
    ...มันหนักยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก...
     
    ...เพราะฉะนั้น...
    เงินหกพันที่แม่งโกงไปก็ถือซะว่าทำบุญละกัน -*-
     
     
    ตอนนี้ก็มาทำงานที่ใหม่
    อะไรๆดีขึ้นเยอะ มีเงินประจำ มีค่าทำงาน
    แล้วยังรับงานนนอกได้อีก
    ทำมาไม่ถึงอาทิตย์ก็ได้ตังจ๊อบแรกมาแล้วสามพันห้า
    นี่ก็กะลังจะได้จากอีกจ๊อบนึง
    ...เออ...
    ดีเหมือนกันแฮะ
     
     
    เพื่อนๆทุกคนไปอยู่ที่ไหนกันมั่ง
    ...แค่อยากจะบอกว่า...
    กุยังไม่ตาย โทรหากุหน่อยก็ได้
    -*-
    เพราะโทสับกุไม่มีตัง
    ....นะจ๊ะ...
     
    จิงๆแล้วขี้เกียจอัพมากเลยอะ
    แต่กลัวรกร้างอีก
    ไว้ว่างก็กะจะอัพรูปขึ้นซะที
    มีเยอะละ
     
    เอาล่ะ
    ทำงานต่อดีกว่า
    ...จะได้รวยกะเค้าซะที....
     
    (^^)
    5/15/2007

    ทำงานขอรับ....(ทำงานทำอะไรก็เป็นงานทั้งนั้นแหละ)

     
    วันนี้ทำงานเหมือนทุกวัน
    เพื่อนๆเริ่มหายไปทีละคน
    จากที่ชวนมาทำด้วยกันทั้งแก๊ง
    ก็แหม...
    ใครมันจะไปอยู่ไหวอะ
    ไกลก็ไกล เงินก็น้อย แถมตังจ่ายช้าอีก
    เพียงแต่ว่า
    ตอนนี้ยังมั่นใจ
    ในการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างของตัวเอง
    ของแบบนี้มันต้องพิสูจน์กันหน่อย
    จิงมะ...
     
     
    ตอนนี้เพื่อนคนหนึ่งได้เวลาของ TATV มา
    ครึ่ง ชม. แน่ะ
    เห็นว่าจะชวนทำรายการท่องเที่ยว
    เออ ดี
    เป็นรายการแบบนึงที่ชอบเลย
    ถึงรู้ว่าคงไม่ได้ไปถ่ายด้วยแน่ๆก็เหอะ
    น้อยที่สุดได้ทำงานกับรูปแบบที่ชอบ
    ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ
    พยายามดูกฎหมายอยู่
    เกี่ยวกับการจดทะเบียนเป็นบริษัทตัวเอง
    แบบห้างหุ้นส่วน
    พึ่งจะได้รู้ว่า
    กฎหมายที่เรียนมา 1 ปี ที่ มน.
    ได้ประโยชน์ก็ตอนนี้แหละนะ
     
     
    วันนี้คุยกะป๊าเรื่องจะเอาทะเบียนบ้าน
    ไปจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
    ป๊าบอกไม่มีปัญหา
    แล้วก็เล่าอะไรให้ฟังอีกเยอะแยะ
    เรื่องภาษี เรื่งบัญชี เรื่องนู่นเรื่องนี่
    คนเคยทำงานบริษัทก็ดีอย่างนี้อะนะ
    เสียดาย ถ้าไม่ตกงานคงไปรุ่งกว่านี้เยอะ
    แกยังว่าเวลาทำบัญชี
    ให้ตีงบขาดทุนเข้าไว้ก่อน
    จะได้ไม่ต้องเสียภาษีช่วงแรกๆ
    เออดีแฮะ โกงดี
    +555+
     
     
    เอาล่ะ
    อะไรจะเกิดก็ต้องเกดิ
    งานที่เก่าก็ทำต่อไป
    ส่วนที่ใหม่ที่จะทำร่วมกับเพื่อน
    มันก็ได้ประสบการณ์อีกแบบนึง
    ซึ่งคงจะดีไม่น้อย
    แต่ดีที่สุด
    อะไรได้ตังก็ทำทั้งนั้นแหละ
    อุวะ ฮ่ะๆๆๆ
     
    อ้อ ตอนนี้เป็นโปรดิวเซอร์รายการอยู่
    ใครอยากดูไปดูได้ที่
     
     
    ....................จบละ...................
    4/14/2007

    เมื่อได้รู้ว่าเราสำคัญ....(ก็เพราะเค้านั้นซื่อสัตย์ต่อเราเสมอ)

     
    วันนี้ทำงาน
    แม้ว่าจะสงกรานต์ก็ตามที
    ยังดีที่ได้สรงน้ำพระพุทธ
    ทำความสะอาดห้องเสียเอี่ยม
    เผื่อว่าจะมีใรได้มาใช้ห้องเราทำงาน
    แม้ว่าข้างล่าง..
    จะโคตะระรกเลยก็เหอะ
     
     
    พอทำอะไรๆเสร็จแล้ว
    เรื่องที่ลืมไปก็หวนมาคิดอีก
    ไม่นึกว่าการทำงานจะไม่เหนื่อยเท่าที่คิด
    แต่การห่วงความรู้สึกของคนอื่น
    เหนื่อยเสียยิ่งกว่าอะไร
    ปกติแล้วนอกจากผีก็ไม่กลัวอะไรอีก
    ...แต่ครั้งนี้...
    อาจจะเป็นครั้งหนึ่งในไม่กี่ครั้งของชีวิต
    ที่กลัวการจากไปของคนที่ไม่ใช่ครอบครัว
    ...คนเดียวไม่เท่าไหร่...
    มันหลายคนอยู่เนี่ยสิ
    ......เฮ่อ...อ....
     
     
    ทันใด
    ขณะที่กำลังรู้สึกเวิ้งว้างในใจตัวเอง
    เค้าก็เดินมาหา
    แปลกนะ
    เราเห็นหน้ากันมาปีนี้ก็ 9 ปีแล้ว
    แต่ยังไม่เคยเบื่อกัน
    ทุกวันที่เหนื่อยกลับมา
    จะท้อแค่ไหน
    พอมองเข้าไปในตาเค้า
    ประกยในนั้นมันเหมือนส่งความรู้สึกมาให้เรา
    ความรู้สึกอะไรที่ดี
    แม้ว่าเค้าจะพูดไม่ได้
    เมื่อก่อนตอนเค้ายังเล็ก
    เราเองก็ดูแลมาไม่ดีเท่าไหร่
    ถึงแม้ว่าจะนอนด้วยกัน
    แต่ก็ไม่เคยให้เค้ากระโดดมานอนร่วมเตียง
    ทำไมนะ...?
    ทั้งที่เราไม่ได้ให้อะไรเค้ามากมาย
    แต่เค้ากับให้ความรู้สึกดีๆกับเราเสมอ
    แล้วตัวเราก็รู้
    ว่าความรู้สึกนี้เค้าจะมีให้เรา
    ....ตลอดไป...
     
     
    หากว่าคำนวนเป็นอายุของคน
    ปีนี้เค้าก็อายุ 70 กว่าแล้ว
    แก่มากนะ...
    บางครั้งก็พลอยนึกไปถึงวันที่เราจะต้องจากกัน
    ด้วยเหตุแห่งเวลา
    ที่จะพรากทุกสิ่งออกจากกัน
    วันนี้เราก็เดินออกไปกลางดึก
    ไปลูบหัว...ไปนั่งคุย
    เค้าจะรู้มั้ยนะ
    ว่าจริงๆเราห่วงใยเค้ามากแค่ไหน
    แต่ไม่ว่าจะยังไง
    .....เราเชื่อ.....
    ว่าความรู้สึก
    จะส่งถึงกันได้
    ....แม้ว่าเรา....
    จะไม่ใช่เผ่าพันธ์เดียวกัน
     
     
     
    ....กับหมาตัวโปรดที่สุด...
    ขอโพส 2 รูปละกันนะ [^-^]
     
     
    ...