Sorajarot's profile"Espazs" The great.PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/21/2007

    ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนที่ 2)

    13 พฤศจิกายน 2550


    ป้ายทะเบียนรถจักรแขวงจำปาสัก



    แฮคซัง มาจากคำว่า แฮชเซิล ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันของฝรั่งเศส

    เช้าวันรุ่งขึ้น...ผมแปลกใจกับความแจ่มใสของตัวเองทั้งๆที่เมื่อคืนซัดเบียร์ลาวเข้าไปขวดใหญ่
    โดยปกติผมเป็นคนคออ่อนมากอยู่แล้ว เหล้าแก้วเดียวอาจทำให้ผมมึนต่อไปได้อีกเป็นวันๆ
    แต่เบียร์ลาวไม่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย นี่เองกระมังที่ทำให้เบียร์ลาวเป็นเบียร์ที่ดีที่สุุดในระแวกนี้
    ผมตัดสินใจเช่า "รถจักร" มาคันหนึ่งเพื่อตระเวนชมบรรยากาศยามเช้าริมฝั่งโขง ทันทีที่ออกตัวก็พบว่า...
    ......น้ำมันในรถแทบจะเกลี้ยงถัง......ผมจำได้จากที่น้องๆโพสเอาไว้ว่าถ้าจะถามหาน้ำมันให้ถามหา"แฮคซัง"
    แล้วพอถามอย่างนั้นผมก็ได้น้ำมันจริงๆด้วยสิ........จากการถามไปถามมาก็ได้ทราบเรื่องว่า
    คำว่า"แฮคซัง"นั้นในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าน้ำมัน แต่มาจาก "แฮชเซิล" ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสนำเข้ามานั่นเอง


    สวนในศาลเจ้าสิบเซ


    เมืองปากเซยามเช้า

    ผมมาหยุดที่สวนริมฝั่งโขง ลั่นชัตเตอร์รัวระริกด้วยความกลัวว่าแสงที่สวยงามเหล่านี้จะหมดไป
    พลันนึกเสียดายในความด้อยฝีมือของตัวเองที่ไม่มีฝีมือพอจะนำความสวยงามนั้นกลับมาได้ทั้งหมด
    ก่อนที่จะเดินทางต่อสู่ตลาดดาวเรือง ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งแขวงจำปาสักแห่งนี้


    ตลาดดาวเรือง


    บรรยากาศร้านกาแฟในตลาดยามเช้า

    ตลาดดาวเรืองเป็นตลาดของคุณหญิงดาวเรืองที่มีกิจการมากมายอยู่ในเมืองปากเซ
    ใครไปเที่ยวลาวแล้วคงต้องได้ลิ้มลองเครื่องดื่มอย่างกาแฟดาวเรืองที่มีชื่อของลาวนอกเหนือจากแค่เบียร์ลาวกันบ้างแน่ๆ
    และแน่นอนว่ากาแฟดาวเรืองก็เป้นของคุณหญิงดาวเรืองนี้เช่นกัน
    ผมนั่งลงที่ร้านข้าวเปียกที่อยู่กลางตลาดสด แม่ค้าเจ้าของร้านมาเชิญเราอย่างสุภาพพร้อมรีบนำน้ำร้อนน้ำเย็นมาวางให้เรา
    ประหนึ่งกลัวเราจะหนีไปไหนและ...........ข้าวเปียกชามขนาด 2 เ่ท่าของโออิชิราเมนก็มาประเคนอยู่ตรงหน้าเราสองคนครับ T-T
    ....จะกินหมดมั้ยเนี่ย


    ข้าวเปียกชามอลังฯ


    ร้านขนมปังฝรั่งเศสครับ ใส่ใส้กินอร่อยดี

    ปรากฏว่ากินกันเรียบครับ.......
    ไม่น่าเชื่อว่าชามใหญ่โตแต่ซดได้คล่องคอ ใครบอกว่าคนลาวติดชูรสจัด ต้องมาลองร้านนี้ครับ
    น้ำซุปหอมกลิ่นน้ำต้มกระดูก ชดชื่นใจ กินเสร็จไม่มีการคอแห้งครับไม่เชื่อมาลองได้...
    ....แต่ผมก็ไปเตะตาร้านรถเข็นร้านนึงเข้าครับ.......
    ร้านนี้มีขนมปังฝรั่งเศสเต็มรถเลย แถมคนขายน่ารักด้วย แหะๆ ผมเคยเจอแต่ขนมปังแบบนี้ที่กินกับซุปครับ
    แต่ที่นี่พอสั่งปั๊บ เค้าจะผ่าตรงกลาง ใส่เนื้อไก่ผัดปรุงรส ตับบด แล้วก็มะละกอดองครับ โอ้....แซบหลายยย ยิงฟันยิ้ม


    วังเจ้าบุญอุ้ม ปัจจุบันเป็นโีรงแรมจำปาสักพาเลส


    หนทางสู่วัดภู

    เป้าหมายในวันนี้เราสองคนเหลือเวลาไปได้อีกแค่ที่เดียวเผื่อเวลาไว้หลงทางอีก จึงตกลงกันว่าจะไป "วัดภู"
    นครวัดของอาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่านครวัดนครธมร่วมพันปีครับ
    อิ่มท้องเสร็จเรียบร้อยผมรีบบึ่งไปต่อในทันทีเนื่องจากเวลามีน้อย เกิดพลาดท่าตกรถอีกทีมีหวังไม่มีตังกลับไทยแน่ครับ
    ขับมาได้ซักพักก็เจอกับโรงแรม"จำปาสักพาเลส" โรงแรมที่หรูที่สุดในจำปาสักครับ ราคาคืนละ 1200-1500 บาทเท่านั้นเอง
    ที่วังต้องเปลี่ยนกลายมาเป็นโรงแรมนี้เรื่องมีที่มาที่ไปครับ เนื่องมาจากเหตุปฏิวัติโค่นล้มระบบเจ้าชีวิตในสมัยเจ้าบุญอุ้ม
    วังนี้จึงไม่มีเจ้าชีวิตองค์ใดได้ครอบครองหลังสร้างเสร็จ ดร.ปองศักดิ์ ว่องพานิชเจริญ ชาวศรีสะเกศ จึงได้ทำการบูรณะใหม่
    และกลายเป็นโรงแรมดังทีเห็นนี้ครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีคนไทยถามคนลาวว่าทำไมต้องล้มเจ้าชีวิต
    คนลาวก็ตอบกลับมาว่าเจ้าชีวิตลาวไม่เหมือนเจ้าชีวิตไทย เอาแต่เสวยสุขอย่างสบายบนภาษีของประชาชน
    แม่ของเจ้าชีวิตชื่อตัวเองยังเขียนไม่ได้ แต่ดำรงชีพอย่างสิ้นเปลืองบนความลำบากของชาวบ้าน
    ผมนึกถึงตรงนี้แล้วอดภูมิใจไม่ได้ที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีของมหากษัตรื์ยไทยในหลวงของเรา
    นึกไปพลางก็ขับรถไปพลาง ชมท้องฟ้าสีครามของเมืองจำปาสักด้วยใจแช่มชื่น ในขณะที่คนซ้อนท้ายผมจะหลับไปหลายทีแล้ว

     

    เรือข้ามฝากสำหรับรถจักร


    ลีกับภรรยา เพื่อนร่วมทางของเราครับ ชื่อภรรยาเป็นภาษาลาวผมฟังไม่ออกจริงๆว่าชื่ออะไร

    ที่สุดหลังจากหลงทางมาหลายตลบ ผมก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแถว"บ้านหลักสามสิบ" ที่เป็นจุดข้ามฝากของรถและมอเตอร์ไซด์
    ไม่ว่าใครหากจะไป"เมืองจำปาสัก" เมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักนี้ ต้องข้ามเรือที่นี่ทุกคัน
    จริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปข้ามฟากตรงไหนหรอก แต่ระหว่างที่ขี่รถอยู่ จู่ๆก็มีลุงคนนึงกระโดมาขวางหน้า
    "ไปวัดภูบ่" หลังจากจูนสมองปรับคลื่นไปเป็นสถานีลาวเสร็จแปลความได้ผมก็ตอบกลับไป  "ครับ ไปวัดภูครับ" " 8000 กีบ"
    แล้วแกก็ยื่น "ปี๊" หรือตั๋วสำหรับข้ามฟากให้ผมครับ ระหว่างการข้ามเรือนี้ ผมได้พบกับลีและแฟนของเค้าที่เ็ป็นคนลาวแต่ไม่ได้กลับมาบ้านเกิดนานกว่า 27 ปี แล้ว
    แถมเค้าทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเที่ยวลาวมาก่อน ผมก็เลยชวนพวกเค้าคุยระหว่างที่อยู่บนแพด้วยภาษาอังกฤษชนิดหมาๆแมวๆของผม
    โชคยังดีครับที่เค้าพอจะเข้าใจบ้าง สุดท้ายเราเลยชวนไปวัดภูด้วยกันครับ


    ทางเดินสู่วัดภู มรดกโลกแห่งเมืองลาว


    ขออนุญาตมาเยี่ยมชมเทวสถานแห่งนี้ กราบขออภัยหากข้าพเจ้าทำสิ่งใดล่วงเกินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ


    ทางเดินเข้าวัดภูมีพ่อค้าแม่ขายเยอะแยะเลยครับ ผมถูกใจขนมครกโรยน้ำตาลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย
    ยายผมเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนขนมครกไม่มีรสหวานมันแบบนี้ แต่จะออกเค็มปะแล่มๆ แล้วมีน้ำตาลทรายโรย
    นี่เองครับของจริงตามเรื่องเล่า ถ้ายายผมยังอยู่และได้ไปเที่ยวด้วย แกคงดีใจไม่น้อยที่ได้กินขนมในวัยเด็กอีกครั้ง
    นอกจากขนมครกผมซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธ์และกราบขออภัยหากล่วงเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
    อย่าว่างมงายเลยนะครับ ไปลา มาไหว้ ผิดขอโทษ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรทำดีไว้ไม่เสียหลายครับ



    วิหารวัดภู ความงามที่กำลังสลายไปตามเวลา


    ทางเดินสู่เทวสถานชั้นบน

    ผมมองไปรอบๆก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่หายไป จากที่ผมดูรูปวัดภูในสมัยก่อน ผมเห็นว่ามีวังเจ้าชีวิตในสมัยโบราณตั้งอยู่ที่หน้าวัด
    แต่วันนี้สิ่งที่ผมเจอเป็นเพียงเศษซากอิฐกองหนึ่ง รัฐบาลลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับโบราณสถานเท่าไหร่นัก
    หลายๆอย่างจึงพังทลายลงไป เสียดายที่ผมมาที่นี่ช้าไปเพียง 3 ปี ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นวังเจ้าชีวิตในแบบโบราณที่ตั้งอย่างงามสง่าอยู่หน้าวัดภู
    ใครจะไปรู้ ไม่กี่วันข้างหน้า วัดภูที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านี้ อาจกลายเป็นเพียงเศษซากที่เหลือความยิ่งใหญ่ไว้ในความทรงจำเท่านั้น


    บันไดสู่เทวสถานชั้นบน จะต้องขึ้นบันไดชันๆแบบนี้ 4 ครั้งกว่าจะไปถึง


    วิวจากบันไดชั้นที่ 3

    สังขารเริ่มออกอาการ ผมหายใจหอบแฮ่กๆ กับบันไดที่สูงชัน แม้ว่าจะมีต้นดอก "จำปา" หรือที่คนไทยเรียกว่าต้นดอกลั่นทม อายุกว่าพันปียืนต้นตายอยู่
    ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมผ่อนคลายด้วยการถ่ายรูปต้นไม้อันน่าพิศวงเหล่านั้น แต่เมื่อไปถึงชั้นที่ 3 พอหันหลังกลับมา ความเหนื่อยก็เริ่มจางหายไป
    ผมเข้าใจแล้วว่าเทวสถานทำไมถึงต้องอยู่สูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะอยากให้เหล่าเทวดา ได้มองเห็นความสุขทุกข์ของผู้คนจากมุมมองอันแสนงดงามนี้กระมัง
     
    ......ติดตามตอนต่อไปขอรับ.....

    Comments

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://espazs.spaces.live.com/blog/cns!77E310255C65C4D9!1743.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None