Sorajarot's profile"Espazs" The great.PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
"Espazs" The great.........นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ... |
|||||||||||||||||
|
ใครมาเยี่ยมมาชมที่นี่ก็ฝากอะไรไว้ให้บ้างนะคร้าบ..บ ขอบคุณครับผม ^^
1/8/2008 ประจงบคีรีขันธ์......(ที่นี่ไม่ได้มีแค่หัวหิน หรือ อ่าวมะนาว)
12/26/2007 เดินถ่ายภาพกับอารมณ์เหงาๆ....(หรือรวมรูปแมวแถวบ้านหว่า ?)วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าทุกวัน แสงอาทิตย์ส่องลอดผ้าม่านหน้าต่างมาลงที่หน้าผมพอดี ตื่นมาวันนี้ก็ไม่เจอใคร คงเป็นเพราะผมไปทำงานได้สายกว่าคนอื่นนั่นแหละ ล้างหน้า กินข้าวเสร็จแล้ว เลยสะพายกล้องเดินหามุมสวยๆถ่ายรูปเล่นคนเดียว ผมเดินวนๆอยู่ในบ้านตัวเอง ทั้งๆที่ก็ไม่ได้กว้างอะไร สายตาก็มองไปเห็นแมวตัวนึง มันจ้องผมสักพักคงจะสงสัยว่าผมทำอะไรอยู่ สักพักมันก็หลับตาพริ้ม อาบแดดสบายใจเฉิบ เฮ่อ... น่าอิจฉาจริงๆ มองเหลือบไปบนหลังคาอีกฟากนึง เห็นกระถางต้นไม้เก่าๆแขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันแขวนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่ท่าทางจะเหมาะกับความรู้สึกเหงาๆแบบนี้ดี นี่เองกระมัง ความรู้สึกของอะไรบางอย่างที่ถูกลืม จริงๆผมอยากถ่ายอะไรเยอะกว่านี้อะนะ แต่ท่าทางจะกลายเป็นว่าผมถ่ายภาพรวมแมวๆแถวบ้านซะแล้ว เพราะนายแบบ นางแบบเหมียวๆ เดินมาให้ถ่ายรูปกันเยอะซะจริงๆ ตัวนี้เดินมาเล็มหญ้าอะไรไม่รู้ที่ขึ้นหน้าบ้านผมครับ ได้จังหวะสบตากันพอดี ต้นมะขามบ้านคนอื่นกำลังเล่นแสงแดดอันอบอุ่น จริงๆบ้านผมก็เคยมีต้นมะขามต้นใหญ่อายุกว่า 20 ปี แต่พ่อผมดันโค่นมันซะงั้น เฮ่อ ไม่น่าเลย อันนี้ก็ดอกอะไรไม่รู้ กำลังเป็นดอกตูม ใครรู้ช่วยโพสบอกทีนะครับ สุดท้ายพอไม่รู้จะถ่ายอะไร เลยเตรียมตัวจะไปทำงาน ก็เจอเพื่อนข้างบ้านกำลังวิ่งไล่จับลูกแมวอยู่ ผมเลยขอให้ช่วยจับมาถ่ายรูปซักแชะนึงครับ หมดแล้วครับ งวดนี้รูปน้อยไปหน่อย เพราะถ่ายด้วยอารมณ์เหงาๆ ในโลกส่วนตัว ก่อนเผชิญโลกแห่งความจริงอีก 1 วันครับ .........................................
อย่าบืมติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ www.barekadindern.com นะครับ 12/21/2007 แบะกะดินเดินดอทคอม..(เราจะไม่ทิ้งความฝันเอาไว้เพียงในใจ)ผมเปิดเว็บใหม่มาสนองตัณหาความอยากเที่ยวของตัวเองเว็บหนึ่งครับ บอกตรงๆว่าแนวคิดเว็บนี้เป็นของเพื่อนคนหนึ่งแต่ถูกเก็บไว้ ผมเลยคิดว่าถ้าไม่เอามาใช้ ใจ แรง และเงินที่เสียไป จะเปล่าประโยชน์ เลยมากลายมาเป็น "แบกะดินเดินดอทคอม" นี่แหละครับ คลิกที่ภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ครับ 11/30/2007 ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนจบ)13 พฤศจิกายน 2550 (ช่วงบ่าย)
![]() เครื่องดื่มเกลือแร่อิมพอร์ตจากไทยที่มีมาขายถึงยอดเขาวัดภูนี้ครับ ![]() วิหารที่เคยบรรจุศิวลึงค์ตอนนี้บรรจุพระประธานไว้ครับ ที่สุดแล้ว ผมก็ขึ้นมาถึงจนได้ครับ แฮ่ก.. แฮ่ก.. มาถึงปั๊บผมมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น นอเสียจากร้านขายเครื่องดื่มและผ้าเย็นที่อยู่ตรงหน้า แรงที่จะเหือดหายผนวกกันส่งออกมาประหนึ่งเป็นแรงฮึดพาผมพุ่งตรงไปยังร้านนั้นทันที ตอนแรกผมกำลังคิดอยู่ว่าเหงื่อแตกพลั่กแบบนี้ ถ้ามีเครื่องดื่มเกลือแร่ยอดที่ฮิตที่ขายอยู่ที่ไทยคงจะดีไม่น้อย ......ปรากฏว่ามีจริงๆซะด้วยสิครับ..... หลังจากหายเหนื่อย ตาที่เคยพร่ามัวก็เริ่มใสขึ้นพลัน ผมก็เริ่มสอดส่ายมองหาสิ่งที่อยู่ข้างบนนี้และแล้วผมก็ได้พบกับวิหารขอม ซึ่งในอดีตว่ากันว่าเคยบรรจุศิวลึงค์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวัดภูขึ้นที่นี่ครับ ![]() ทิวทัศน์จากบนวิหารเมื่อมองมาเบื้องล่าง ไม่แปลกใจเลยที่ผมเห็นภาพมุมนี้จากแทบทุกคนที่มาเที่ยวที่นี่ ![]() พระประธานที่อยู่ในวิหาร เดินมาด้านข้างอีกหน่อย ผมเห็นภาพที่ตรึงใจผมมาจนถึงตอนนี้ วิหารแห่งวัดภูเบื้องล่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม พาใจจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่และผ่านมานับพันๆปี ภาพที่ผู้คนกำลังประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ วิหารที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนสภาพเป็นเทวสถานที่น่าเกรงขาม เสียงสวดบูชาองค์ศิวะเจ้าดังไปทั่วอาณาบริเวณ ขณะที่พิธีกรรมกำลังดำเนินไปในภวังค์ของผม ลีกับภรรยาก็มาเรียกให้ไปถ่ายรูปให้ที่ด้านหลัง และแล้วทุกอย่างก็คืนกลับสู่ปัจจุบัน ณ เวลาที่ที่นี่เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งสำหรับชาวต่างชาติมาสัมผัสกลิ่นไอของบรรยากาศเมื่อหลายพันปีก่อนเท่านั้น ![]() ทวารบารที่ยังคงเฝ้าประตูวิหารอย่างเงียบสงบ ![]() ลีถามผมว่าจะขึ้นไปอีกไหม นี่คือหน้าของผมตอนกำลังจะตอบครับ ผมยังคงเดินตระเวนถ่ายรูปอีกหลายแห่งรอบๆวิหารพระประธาน ขณะที่ไปหยุดตรงธารน้ำตกเล็กๆให้ได้ล้างหน้าจนเย็นชื่นใจแล้ว ผมก็พบว่าตรงจุดนี้ยังไม่ใช่ยอดที่สุดของเขาวัดภู แต่ยังสามารถขึ้นไปได้อีกเพื่อไปชมอีกส่วนหนึ่งของวิหาร ลีหันมาถามผม "Do you wanna go there ?"(จะขึ้นไปข้างบนหรือเปล่า) ผมหันขึ้นไปมองเหงืื่อไหลซิกๆ ก็ข้างบนมันไม่มีบันไดอีกแล้วเนื่องจากพังลงมาหมด ถ้าจะขึ้นงานนี้คงต้องสวมวิญญาณลิงกับขึ้นไปอย่างเดียว "I'm thinking. Or you wanna go ?" (กำลังกำลังคิดอยู่ครับ หรือคุณจะขึ้นไปเหรอ?) "Nop, But if you go I will wait here." ลีพูดประมาณว่า"ไม่ขึ้น ข้ากะลังจะบอกเอ็งว่าเอ็งจะขึ้นก็ขึ้นไปเหอะ ข้าไม่ไหวแล้ว" ประมาณนั้น.. ![]() หินช้าง 1 ใน 3 ไฮไลท์บนวิหารแห่งนี้ ![]() หินจระเข้สำหรับใช้ในพิธีบูชายัญ ใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับหินก้อนนี้ถือว่ายังไม่ได้มาที่นี่ครับ ต่างคนต่างไม่ขึ้น พวกผมเลยพยายามควานหา "หินจระเข้" ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ หลายคนที่มาเคยพูดไว้ว่า ถ้าขึ้นมาบนเขานี้แล้วยังไม่ได้ถ่ายภาพกับหินสลักรูปสัตว์ถือว่ายังขึ้นมาไม่ถึง พวกผมกับพวกลี 4 คนเลยพยายามควานหากันยกใหญ่ สุดท้ายอาศัยสัญชาติดั้งเดิมของภรรยาลีเว่าลาวถามคนบ้านเดิมก็ได้รับคำตอบจนพวกเราได้ถ่ายรูปกับหินจระเข้สมใจ ที่ลานแห่งนี้ดูเหมือนจะมีหินก้อนใหญ่ๆกองเกลื่อนกลาดไปหมด แต่ถ้าดูดีๆแล้ว หินทุกๆก้อนถูกแกะสลักทั้งนั้น ทำให้เรารู้ว่าแม้วันนี้มันจะเป็นเพียงเหล่าหินที่ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่ออดีตกาลมันอาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรก็เป็นได้ ![]() เหลียวมองวัดภูอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ![]() เมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล ขาลงใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ของขาขึ้น ประหนึ่งโดลงมาจากข้างบน ผมเหลียวหลังมองวิหารด้านล่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับ ยังหวนนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไปในสถานที่แห่งนี้ เสียงบูชาแห่งศรัทธายังคงก้องกังวาลในมโนนึก ก่อนที่ความขลังของอิฐแต่ละก้อนจะค่อยๆห่างออกไปทีละก้าวๆ ผมทำได้แค่เพียงบอกกับตัวเองในใจเท่านั้นว่า.... ....ซักวันนึงผมจะกลับมา..... ![]() ฟ้าครึ้มมาแต่ไกล พันท้ายเรือชาวเวียดนามของเราคะเนสถานการ์ก่อนพาลูกค้าไปเสี่ยง ![]() เรือโดยสารขากลับของเรา .....ยิ่งนานฟ้ายิ่งครึ้ม..... พวกผมยังคงรอคอยนายเรือของเราคะเนสถานการณ์ก่่อนที่จะพาลูกค้าลงเรือ หลังจากที่มั่นใจว่ายังไงก็ไปถึงก่อนตัวเปียกพวกเราก็ลงเรือกัน ด้วยอารมณ์หวาดหวั่นเล็กน้อย ไม่ให้หวั่งได้ยังไง ก็ทั้งกล้องทั้งอะไรต่อมิอะไรอยู่กับตัวทั้งหมด ไหนจะกลัวตกน้ำเป็นอาหารปลาอีก - - ด้วยความมั่นใจในฝีมือของพันท้ายของเรา (และเวลาอันน้อยนิดที่เหลือก่อนที่รถรอบสุดท้ายจะออกและเราอาจจะต้องนอนปากเซอีกคืน) ![]() ท่านั่งแบบสบายใจเฉิบขอรับ ![]() ลีขึ้นมาเป็นรอบที่สองก็ยังไม่หายกลัว เรือกำลังออกจากท่า พร้อมๆกับเมฆที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมก็ห่วงกล้องทั้ง 2 ตัวที่ติดมา ส่วนลีนี่ไม่ต้องพูดถึง ดูท่าทางเค้ายังไม่ค่อยวางใจกับเรือไม้กระดานพาดลำนี้เท่าไหร่ ตั้งแต่ขึ้นตอนขามาแล้ว ขากลับนี้ผมหาที่นั่งเหมาะๆกับตัวเองได้ เอามือวักน้ำเล่นไปพลาง ชมความยิ่งใหญ่ของลำโขงไปพลางมันช่างแสนสุขเสียจริงๆ ![]() คิวรถเมืองปากเซครับ ![]() รอบขากลับนี้เรากลับด้วยรถไทยครับ ทันทีที่ถึงฝั่งสิ่งที่เรากลัวก็เป็นจริงจนได้ ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกผมลาลีและภรรยาด้วยคำส่งท้ายที่หวังว่าจะได้พบกันที่กรุงเทพฯ เพราะเขากับภรรยาจะมาที่ไทยต่อครับ ผมอยากจะรีบบึ่งไปให้เร็วทันใจที่วิ่งปร๊าดไปถึงท่ารถแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอกับการขับรถเลนขวาของชาวลาวเท่าไหร่ แต่ในที่สุดแล้ว รถเข้าสู่อุบลยังคงจอดรอเราอยู่ที่ท่ารถ ผผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่จะหาอะไรกินอีกซักมื้อก่อนกลับ ![]() ร้านอาหารด้านหน้าคิวรถ ![]() จนถึงตรงนี้ก็ยังมีเบียร์ลาวให้กินครับ จนแล้วจนรอดกระทั่งมื้อสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่ง.... ...ไข่เจียวครับ และอีกอย่างที่แน่นอนสุดก็คิอข้าวผัด ข้าวที่นี่ผมสังเกตตั้งกะกินมื้อแรกแล้วว่า ขาวจะหนึบๆ แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวนะครับ เป็นข้าวเจ้านี่แหละ แต่เคี้ยวแล้วมันไม่ได้นิ่มแบบข้าวเจ้าไทยซะทีเดียว และพอเอามาทำข้าวผัดผมก็ชอบซะจริงๆ มือนี้มีแนมด้วยต้มยำปลามาซดให้ชื่นใจกันอีกซักชาม ก่อนจ่ายเงิน ผมเดินไปถามเรื่องเบียร์ลาวก่อนจะกลับ เพราะสัญญากับคุณ bvindicate ไว้ว่าจะซื้อมาฝาก ตอนที่ผมมาคราวแรก ขนาดหมูหยองเค้ายังไม่ให้เอาเข้าประเทศ ผมเลยต้องถามให้แน่ใจก่อน ไม่งั้นจะเสียเงินที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ไปฟรีๆ แถม ATM ที่นี่ผมก็หาไม่เจอไม่รู้อยู่ตรงไหน หลังจากถามกันอยู่สารพัดภาษาน้องเจ้าของร้านเค้าก็ตอบผมกลับมาว่า "เสี่ยง" คำเดียวสั้นๆแต่มีความหมายถึงสวัสดิภาพในการเดินทางกลับของผม ผมเลยตัดสินใจไม่ซื้อแล้วหันไปซื้อเป็บซี่กับมิรินด้า ที่มีฉลากเป็นภาษาลาวกลับมาแทนครับ ![]() รถชั้น VIP ของนครชัยแอร์ มาอย่างยาจกแต่กลับอย่างราชาเป็นจริงได้ครับ เพราะทริปนี้เราใช้เงินในลาวไปน้อยซะเหลือเกิน กลับมาพอแลกเงินผมยังเหลืออยู่อีกหลายร้อยพอที่จะนั่งรถ VIP หรูๆกลับบ้านได้สบายแฮ บนรถพอขึ้นปั๊บผมรีบหันไปกดปุ่มเบาะนวดอัติโนมัติทันที ไม่นานพนักงานก็มาแจกน้ำแจกขนมซะ 4 รอบ เอาซะอิ่มแย่ ก่อนที่จะหลับกลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพอย่างมีความสุขครับ.. เกร็ดเล็กๆน้อยๆในการเที่ยวปากเซ หลังจากไปเที่ยวแบบคลำทางในลาวของผมทำให้ผมได้ประสบการ์กับการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตมาหลายอย่าง และสิ่งต่อไปนี้เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่อยากจะทิ้งไว้ให้เผื่อใครจะไปทีหลังครับ - อาหารในปากเซ อาหารในปากเซตามร้านตามสั่งมีเหมือนกันในไทยแทบจะทุกอย่างครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่เจียวที่ผมชอบมาก ใส่สารพักผัก ทั้งข้าวโพด หอมแดง มะเขือเทศ ต้นหอม ผักชี ดูทรงเครื่องดีจริงๆ ผมไปกินไข่เจียวทั้งในทั้งนอกโรงแรมจะมีคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกันหมดครับ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ ขนมหวานตามรถเข็นในลาว รถชาติจะไม่ออกหวานมันเค็มแบบไทยนะครับ จะติดหวานแค่ปะแล่มๆแค่นั้น แต่อร่อยไปอีกแบบครับ อ้อ ใครอยากจะกินส้มตำที่ลาวอย่าไปสั่งตำไทยเชียวครับ เค้างง ไม่มีส้มตำหวานๆให้กินนะครับ ส่วนเครื่องที่กินกับส้มตำที่นี่เค้ามีจำพวกหมูย่างหลายแบบที่ผมชอบสุดคงจะเป็นหัวใจหมูย่างครับ หากินไม่ได้ที่ไทยจริงๆ ^^ - ที่พักในปากเซ ที่พักมีหลายระดับตามงบประมาณเลยครับ ผมเดินๆดูมีตั้งแต่ราคา 200 บาทไปจนถึงนอนวังในราคา 1200 บาท แต่ก็ดูให้ดีๆหน่อยนะครับ ผมคุยกับลีแล้วเค้านอนที่พักราคา 300 บาท ในปากเซเหมือนกัน แต่ไม่ประทับใจในเรื่องของความสะอาดเลย ส่วนผมนอนในราคา 700 บาทซึ่งเป็นห้องระดับกลางของโรงแรมที่ผมพัก อารมณ์คนละอย่างเลยนะครับ ถ้าจะสั่งอาหารในโรงแรมดูเวลาครัวปิดด้วยนะครับ ที่นี่ครัวปิดเป็นเวลาไม่เปิดตลอด 24 ชม. แบบไทยครับ - การเดินทางในปากเซ ถ้าใครชอบใช้บริการของทัวร์ที่นี่รถโดยสารทุกคันที่เรานั่งสามารถพาเราไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจำปาสักได้ทันทีครับ ส่วนราคาก็สามารถต่อรองกันได้ ตอนที่ผมไปมีพี่ใจดีคนหนึ่งชื่อ "หลุ่ย" พาเรามายังที่พักและเสนอบริการพาไปเที่ยว 3 น้ำตกและวัดภู ในราคา 1,500 บาทครับ แต่ผมอยากจะเที่ยวเองมากกว่าเลยปฏิเสธไป ถ้าเงินน้อยอีกวิธีที่แนะนำคือเช่าเรถแล้วขับไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเองครับ เหมือนอย่างที่ผมเช่ามอเตอร์ไซด์หรือรถจักรไปเที่ยววัดภูนั่นแหละครับ - การจับจ่ายในลาว ที่นี่ใช้เงินได้ 3 สกุล คือ บาท ดอลล่าห์สหรัฐ แล้วก็กีบของลาวครับ ซึ่งชาวลาวที่อยู่ที่ปากเซนี้จะแปลงค่าเงินกันเก่งมาก เร็วกว่าผมซะอีก แต่บางอย่างใช้เงินลาวถูก บางอย่างใช้บาทถูก และบางอย่างใช้เงินลาวเองนั่นแหละถูกสุดครับ เวลาไปเที่ยวเราจึงจะน่าพกเงินเอาไว้หลายๆสกุลเพื่อความสะดวกและประหยัดในการจ่ายเงินครับ อย่างรถที่ผมเช่านี่วันละ 8 US ต่อวันถ้าเป็นเงินไทย 300 บาท ต่อวัน ถ้าเป็นเงินลาว 80,000 กีบ ครับ จะเห็นได้ว่าจ่ายเป็น US ถูกที่สุดในทั้งสามแบบเลยครับ (คำนวน ณ วันที 12 พ.ย 50 เงิน 1 US = 34 บาท และ 1 บาทเท่ากับ 280 กีบ) - คนลาว ที่นี่ทุกคนอัธยาสัยดีมากครับ บางคนจะเขินๆเวลาพูดกับเราก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ทุกคนพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าจะเป็นมิตรมากครับโดยเฉพาะเวลาซื้อของเค้าจะคิดเงินเราถูกกว่าชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ ซึ่งดีกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบาแบบผมมากเลยครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับใครที่จะไปเที่ยวต่อจากนี้นะครับ เสียดายที่เวลามีน้อยไม่งั้นคงจะไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งและตาดผาส่วมต่อ แต่เวลายังมีครับ ไม่ว่ายังไงผมจะกลับไปที่ปากเซอีกแน่นอนครับ ![]() ![]() ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ครับ ฮิๆ 11/21/2007 ปากเซ....(เมืองหลวงริมฝั่งโขง ตอนที่ 2)13 พฤศจิกายน 2550
![]() ป้ายทะเบียนรถจักรแขวงจำปาสัก ![]() แฮคซัง มาจากคำว่า แฮชเซิล ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันของฝรั่งเศส เช้าวันรุ่งขึ้น...ผมแปลกใจกับความแจ่มใสของตัวเองทั้งๆที่เมื่อคืนซัดเบียร์ลาวเข้าไปขวดใหญ่ โดยปกติผมเป็นคนคออ่อนมากอยู่แล้ว เหล้าแก้วเดียวอาจทำให้ผมมึนต่อไปได้อีกเป็นวันๆ แต่เบียร์ลาวไม่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย นี่เองกระมังที่ทำให้เบียร์ลาวเป็นเบียร์ที่ดีที่สุุดในระแวกนี้ ผมตัดสินใจเช่า "รถจักร" มาคันหนึ่งเพื่อตระเวนชมบรรยากาศยามเช้าริมฝั่งโขง ทันทีที่ออกตัวก็พบว่า... ......น้ำมันในรถแทบจะเกลี้ยงถัง......ผมจำได้จากที่น้องๆโพสเอาไว้ว่าถ้าจะถามหาน้ำมันให้ถามหา"แฮคซัง" แล้วพอถามอย่างนั้นผมก็ได้น้ำมันจริงๆด้วยสิ........จากการถามไปถามมาก็ได้ทราบเรื่องว่า คำว่า"แฮคซัง"นั้นในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าน้ำมัน แต่มาจาก "แฮชเซิล" ที่เป็นยี่ห้อน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสนำเข้ามานั่นเอง ![]() สวนในศาลเจ้าสิบเซ ![]() เมืองปากเซยามเช้า ผมมาหยุดที่สวนริมฝั่งโขง ลั่นชัตเตอร์รัวระริกด้วยความกลัวว่าแสงที่สวยงามเหล่านี้จะหมดไป พลันนึกเสียดายในความด้อยฝีมือของตัวเองที่ไม่มีฝีมือพอจะนำความสวยงามนั้นกลับมาได้ทั้งหมด ก่อนที่จะเดินทางต่อสู่ตลาดดาวเรือง ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งแขวงจำปาสักแห่งนี้ ![]() ตลาดดาวเรือง ![]() บรรยากาศร้านกาแฟในตลาดยามเช้า ตลาดดาวเรืองเป็นตลาดของคุณหญิงดาวเรืองที่มีกิจการมากมายอยู่ในเมืองปากเซ ใครไปเที่ยวลาวแล้วคงต้องได้ลิ้มลองเครื่องดื่มอย่างกาแฟดาวเรืองที่มีชื่อของลาวนอกเหนือจากแค่เบียร์ลาวกันบ้างแน่ๆ และแน่นอนว่ากาแฟดาวเรืองก็เป้นของคุณหญิงดาวเรืองนี้เช่นกัน ผมนั่งลงที่ร้านข้าวเปียกที่อยู่กลางตลาดสด แม่ค้าเจ้าของร้านมาเชิญเราอย่างสุภาพพร้อมรีบนำน้ำร้อนน้ำเย็นมาวางให้เรา ประหนึ่งกลัวเราจะหนีไปไหนและ...........ข้าวเปียกชามขนาด 2 เ่ท่าของโออิชิราเมนก็มาประเคนอยู่ตรงหน้าเราสองคนครับ T-T ....จะกินหมดมั้ยเนี่ย ![]() ข้าวเปียกชามอลังฯ ![]() ร้านขนมปังฝรั่งเศสครับ ใส่ใส้กินอร่อยดี ปรากฏว่ากินกันเรียบครับ....... ไม่น่าเชื่อว่าชามใหญ่โตแต่ซดได้คล่องคอ ใครบอกว่าคนลาวติดชูรสจัด ต้องมาลองร้านนี้ครับ น้ำซุปหอมกลิ่นน้ำต้มกระดูก ชดชื่นใจ กินเสร็จไม่มีการคอแห้งครับไม่เชื่อมาลองได้... ....แต่ผมก็ไปเตะตาร้านรถเข็นร้านนึงเข้าครับ....... ร้านนี้มีขนมปังฝรั่งเศสเต็มรถเลย แถมคนขายน่ารักด้วย แหะๆ ผมเคยเจอแต่ขนมปังแบบนี้ที่กินกับซุปครับ แต่ที่นี่พอสั่งปั๊บ เค้าจะผ่าตรงกลาง ใส่เนื้อไก่ผัดปรุงรส ตับบด แล้วก็มะละกอดองครับ โอ้....แซบหลายยย ![]() ![]() วังเจ้าบุญอุ้ม ปัจจุบันเป็นโีรงแรมจำปาสักพาเลส ![]() หนทางสู่วัดภู เป้าหมายในวันนี้เราสองคนเหลือเวลาไปได้อีกแค่ที่เดียวเผื่อเวลาไว้หลงทางอีก จึงตกลงกันว่าจะไป "วัดภู" นครวัดของอาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่านครวัดนครธมร่วมพันปีครับ อิ่มท้องเสร็จเรียบร้อยผมรีบบึ่งไปต่อในทันทีเนื่องจากเวลามีน้อย เกิดพลาดท่าตกรถอีกทีมีหวังไม่มีตังกลับไทยแน่ครับ ขับมาได้ซักพักก็เจอกับโรงแรม"จำปาสักพาเลส" โรงแรมที่หรูที่สุดในจำปาสักครับ ราคาคืนละ 1200-1500 บาทเท่านั้นเอง ที่วังต้องเปลี่ยนกลายมาเป็นโรงแรมนี้เรื่องมีที่มาที่ไปครับ เนื่องมาจากเหตุปฏิวัติโค่นล้มระบบเจ้าชีวิตในสมัยเจ้าบุญอุ้ม วังนี้จึงไม่มีเจ้าชีวิตองค์ใดได้ครอบครองหลังสร้างเสร็จ ดร.ปองศักดิ์ ว่องพานิชเจริญ ชาวศรีสะเกศ จึงได้ทำการบูรณะใหม่ และกลายเป็นโรงแรมดังทีเห็นนี้ครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมีคนไทยถามคนลาวว่าทำไมต้องล้มเจ้าชีวิต คนลาวก็ตอบกลับมาว่าเจ้าชีวิตลาวไม่เหมือนเจ้าชีวิตไทย เอาแต่เสวยสุขอย่างสบายบนภาษีของประชาชน แม่ของเจ้าชีวิตชื่อตัวเองยังเขียนไม่ได้ แต่ดำรงชีพอย่างสิ้นเปลืองบนความลำบากของชาวบ้าน ผมนึกถึงตรงนี้แล้วอดภูมิใจไม่ได้ที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีของมหากษัตรื์ยไทยในหลวงของเรา นึกไปพลางก็ขับรถไปพลาง ชมท้องฟ้าสีครามของเมืองจำปาสักด้วยใจแช่มชื่น ในขณะที่คนซ้อนท้ายผมจะหลับไปหลายทีแล้ว ![]() เรือข้ามฝากสำหรับรถจักร ![]() ลีกับภรรยา เพื่อนร่วมทางของเราครับ ชื่อภรรยาเป็นภาษาลาวผมฟังไม่ออกจริงๆว่าชื่ออะไร ที่สุดหลังจากหลงทางมาหลายตลบ ผมก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านริมน้ำแถว"บ้านหลักสามสิบ" ที่เป็นจุดข้ามฝากของรถและมอเตอร์ไซด์ ไม่ว่าใครหากจะไป"เมืองจำปาสัก" เมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักนี้ ต้องข้ามเรือที่นี่ทุกคัน จริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปข้ามฟากตรงไหนหรอก แต่ระหว่างที่ขี่รถอยู่ จู่ๆก็มีลุงคนนึงกระโดมาขวางหน้า "ไปวัดภูบ่" หลังจากจูนสมองปรับคลื่นไปเป็นสถานีลาวเสร็จแปลความได้ผมก็ตอบกลับไป "ครับ ไปวัดภูครับ" " 8000 กีบ" แล้วแกก็ยื่น "ปี๊" หรือตั๋วสำหรับข้ามฟากให้ผมครับ ระหว่างการข้ามเรือนี้ ผมได้พบกับลีและแฟนของเค้าที่เ็ป็นคนลาวแต่ไม่ได้กลับมาบ้านเกิดนานกว่า 27 ปี แล้ว แถมเค้าทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเที่ยวลาวมาก่อน ผมก็เลยชวนพวกเค้าคุยระหว่างที่อยู่บนแพด้วยภาษาอังกฤษชนิดหมาๆแมวๆของผม โชคยังดีครับที่เค้าพอจะเข้าใจบ้าง สุดท้ายเราเลยชวนไปวัดภูด้วยกันครับ ![]() ทางเดินสู่วัดภู มรดกโลกแห่งเมืองลาว ![]() ขออนุญาตมาเยี่ยมชมเทวสถานแห่งนี้ กราบขออภัยหากข้าพเจ้าทำสิ่งใดล่วงเกินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ทางเดินเข้าวัดภูมีพ่อค้าแม่ขายเยอะแยะเลยครับ ผมถูกใจขนมครกโรยน้ำตาลที่หาไม่ได้อีกแล้วในไทย ยายผมเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนขนมครกไม่มีรสหวานมันแบบนี้ แต่จะออกเค็มปะแล่มๆ แล้วมีน้ำตาลทรายโรย นี่เองครับของจริงตามเรื่องเล่า ถ้ายายผมยังอยู่และได้ไปเที่ยวด้วย แกคงดีใจไม่น้อยที่ได้กินขนมในวัยเด็กอีกครั้ง นอกจากขนมครกผมซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธ์และกราบขออภัยหากล่วงเกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการ อย่าว่างมงายเลยนะครับ ไปลา มาไหว้ ผิดขอโทษ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรทำดีไว้ไม่เสียหลายครับ ![]() วิหารวัดภู ความงามที่กำลังสลายไปตามเวลา ![]() ทางเดินสู่เทวสถานชั้นบน ผมมองไปรอบๆก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่หายไป จากที่ผมดูรูปวัดภูในสมัยก่อน ผมเห็นว่ามีวังเจ้าชีวิตในสมัยโบราณตั้งอยู่ที่หน้าวัด แต่วันนี้สิ่งที่ผมเจอเป็นเพียงเศษซากอิฐกองหนึ่ง รัฐบาลลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับโบราณสถานเท่าไหร่นัก หลายๆอย่างจึงพังทลายลงไป เสียดายที่ผมมาที่นี่ช้าไปเพียง 3 ปี ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นวังเจ้าชีวิตในแบบโบราณที่ตั้งอย่างงามสง่าอยู่หน้าวัดภู ใครจะไปรู้ ไม่กี่วันข้างหน้า วัดภูที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านี้ อาจกลายเป็นเพียงเศษซากที่เหลือความยิ่งใหญ่ไว้ในความทรงจำเท่านั้น ![]() บันไดสู่เทวสถานชั้นบน จะต้องขึ้นบันไดชันๆแบบนี้ 4 ครั้งกว่าจะไปถึง ![]() วิวจากบันไดชั้นที่ 3 สังขารเริ่มออกอาการ ผมหายใจหอบแฮ่กๆ กับบันไดที่สูงชัน แม้ว่าจะมีต้นดอก "จำปา" หรือที่คนไทยเรียกว่าต้นดอกลั่นทม อายุกว่าพันปียืนต้นตายอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมผ่อนคลายด้วยการถ่ายรูปต้นไม้อันน่าพิศวงเหล่านั้น แต่เมื่อไปถึงชั้นที่ 3 พอหันหลังกลับมา ความเหนื่อยก็เริ่มจางหายไป ผมเข้าใจแล้วว่าเทวสถานทำไมถึงต้องอยู่สูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะอยากให้เหล่าเทวดา ได้มองเห็นความสุขทุกข์ของผู้คนจากมุมมองอันแสนงดงามนี้กระมัง ......ติดตามตอนต่อไปขอรับ..... |
|
||||||||||||||||
|
|